Take Home สปาค้ากาม

สปาค้ากาม

1.1 บทคัดย่อ สรุปเรื่องราว

การค้ากาม สปาค้ากาม กรณีเด็กนักเรียนชั้นมัธยม 4 คนถูกกะเทยย่านนนทบุรีบังคับให้ค้ากาม สะท้อนถึงความหละหลวมทางกฎหมายและความเลวร้ายทางสังคม ยิ่งคำให้การของเด็กที่ ซัดทอดไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้าไปซื้อกามและนำยาเสพติดมาให้เสพ ก็ยิ่งสะท้อน ให้เห็นถึงสถานการณ์ในมุมมืดของสังคมที่กำลังกัดกินประเทศชาติ ก้าวไม่ข้ามไปสู่ประเทศ ที่เจริญแล้ว การค้ามนุษย์ในบ้านเราจึงโด่งดังไปทั่วโลก คนต่างชาติที่ลุ่มหลงทางนี้ก็จึงแห่แหน เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง จนธุรกิจค้ากามเติบใหญ่สร้างรายได้อย่างมหาศาลบนคราบ น้ำตาของเหยื่อเหล่านี้ ปัจจุบันสถานการณ์การค้ามนุษย์ยังคงดำรงอยู่ ไม่เพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้น มีหญิงสาวจากประเทศเพื่อนบ้านนับไม่ถ้วน ถูกล่อลวง ถูกหลอกมาค้ากาม ในรูปแบบแตกต่างกัน ตามร้านอาหารบ้าง ตามสถานบันเทิงบ้าง บางคนถูกล่อเข้ามาทำงาน บางคนถูกหลอกมาขาย แรงงาน แต่สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็ไม่พ้นวงจรค้ากาม โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนให้การสนับสนุน ไล่เรียงมาตั้งแต่การข้ามแดน ถิ่นที่พักอาศัย โดยมีเงินและร่างกายของเหยื่อจ่ายเป็นส่วย ความเลวร้ายยิ่งกว่าคือ การบังคับให้หญิงสาวเหล่านี้เสพยาเพื่อความวิตถารในการบำเรอกาม

กฎหมายในบ้านเรามีตั้งแต่พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเด็ก มีโทษจำคุก กฎหมายการเข้าออกเมือง กฎหมายอาญา แต่ผู้บังคับใช้กลับเมินเฉยปล่อยให้การค้ามนุษย์เติบใหญ่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่าธุรกิจค้ากามบ้านเราเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะมีการจ่าย ส่วยเจ้าหน้าที่ร่ำรวยกันถ้วนหน้าท่ามกลางความทุกข์ของเด็กที่ถูกพราก ถูกหลอกกลายเป็น ตราบาปไปชั่วชีวิต แหล่งโลกีย์ผุดขึ้นมากมาย มีการนำเด็กจากต่างจังหวัดและประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน ในขณะที่นักเที่ยวสามารถซื้อขายบริการอย่างเสรี แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย กลับมองไม่เห็น ไม่รับรู้ว่าความจริงของธุรกิจนั้นมันคืออะไร

เด็กนักเรียน นักศึกษามากมายยอมกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจค้าถาม จะด้วยวัฒนธรรมที่ เปลี่ยนไปความอยากได้อยากมีกลัวอายเพื่อนๆ สิ่งยั่วยุต่างๆ เป็นแรงจูงใจส่งให้ธุรกิจค้ากาม รุ่งเรืองโดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจัดการอย่างเป็นผล ถึงแม้หลายรัฐบาลที่ผ่านมาจะมีนโยบาย เชิงสังคมเพื่อดูแลเด็ก วัยรุ่น แต่ความเป็นรูปธรรมยังห่างไกล ประเด็นสำคัญจากนี้ไปคือ รัฐบาลจะต้องทำแผนแม่บทหรือร่างนโยบายที่ชัดเจนเพื่อหาทางลดปัญหา อย่าลืมว่าอีกไม่ถึง 4 ปี ประชาคมอาเซียนจะมีผลในทางปฏิบัติ เด็กสาวเหล่านี้จะยิ่งมีความล่อแหลมต่อการถูกหลอกลวง ธุรกิจการค้ามนุษย์จะยิ่งซับซ้อนจากเครือข่ายที่มากขึ้น ถ้าไม่รีบเยียวยาในวันนี้ อนาคตเราอาจเป็นตลาดค้ากามเสรีก็ได้

ธุรกิจค้ากาม ท่าจะยากหมดไปจากสังคมไทย เพราะนับวันยิ่งปรับตัวแฝงเร้นมากับกิจการ ประเภทต่างๆ ล่าสุด ใช้กิจการสปาเพื่อสุขภาพ ธุรกิจยอดนิยมของคนไทยมาบังหน้าหากิน อย่างโจ๋งครึ่ม 
โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 13 ส.ค. หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า นับตั้งแต่ กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกฎกระทรวง เรื่องการกำหนดมาตรฐานสปาเพื่อสุขภาพ มาเมื่อปี 2547 ปรากฏว่ายังมีผู้ประกอบกิจการสปาบางรายแฝงตัวใช้กิจการเพื่อสุขภาพประเภท นี้บังหน้า แล้วเปิดให้บริการค้าประเวณี เอาใจลูกค้าชายทุกวัย ตั้งแต่วัยโจ๋ยันรุ่นเฒ่าลายคราม อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย และยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์สปาไทย ซึ่งผู้ร้องเรียนยังได้ระบุ สถานที่ของสปาประเภทนี้มาด้วยว่า มีลักษณะเป็นการนำตึกแถวมาดัดแปลงเป็นสถานที่ ประกอบธุรกิจ และขณะนี้มีอยู่เกลื่อนกรุง ทั้งย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ลาดพร้าว รวมทั้งย่าน ปิ่นเกล้า ต่อมาผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบที่สปาตึกแถวแห่งหนึ่งย่านปิ่นเกล้า ตามที่ได้รับร้องเรียน พบว่าสปาดังกล่าว สภาพภายนอกเป็นตึกแถว 3 ชั้น หน้าร้านติดฟิล์มหนาทึบ เขียนว่า “สปานวดเพื่อสุขภาพ” แต่มีข้อความชวนฉงนเขียนว่า “รับบริการเฉพาะสุภาพบุรุษ” เอาไว้ เมื่อขึ้นไปชั้น 2 ของตัวตึก พบลูกค้าหน้าอ่อนหน้าแก่ เข้าไปใช้บริการอย่างเนืองแน่น เนื่องจาก หมอนวดสปา เป็นหญิงสาววัยรุ่น หน้าตาดี สวมเสื้อสายเดี่ยวเอวลอย บางคนนุ่งกางเกง ขาสั้นตามแบบสมัยนิยม นั่งเรียงรายอยู่ที่เก้าอี้โซฟา สร้างบรรยากาศดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะบางคนถึงกับยอมเสียเวลานั่งรอจองคิวใช้บริการ ด้วยการสั่งเครื่องดื่มของมึนเมามาดื่ม เคล้าคลอเสียงเพลงที่บรรเลงกล่อมเบาๆ ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สนนราคาค่า บริการหลังจากเลือกหมอนวดสปาขึ้นห้อง ที่ทางร้านใช้ไม้อัดกั้นแบ่งซอยเป็นล็อกๆภายใน มีเตียงนอนและห้องน้ำ กรรมวิธีการให้บริการก็เหมือนสปาทั่วไป คือมีการนวดน้ำมัน บีบเค้น แล้วตามด้วยการเคล้าคลึงของสงวน ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ขั้นตอนนี้จึงทราบว่าหากจับกษัย หรือสำเร็จความใคร่ ด้วยมือ คิดเงิน 500 บาท หากมีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยที่หมอนวดไม่ถอดเสื้อผ้า คิดเงินเพิ่มอีก 1,000 บาท แต่หากต้องการให้หมอนวดเปลือยหมดด้วย จะคิด 1,500 บาท ไม่รวมค่าชั่วโมงและค่าห้อง เบ็ดเสร็จจะอยู่ที่ ประมาณ 1,000-2,500 บาท แล้วแต่ลูกค้าจะใช้บริการ รูปแบบไหน อีกจุดหนึ่งที่มีสปาตึกแถวแฝงขายบริการทางเพศแบบนี้ ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ย่านรัชดาฯ และห้วยขวาง ซึ่งจากการเข้าไปตรวจสอบ พบว่าส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจเป็นชาวต่างชาติ ลักษณะธุรกิจไม่แตกต่างกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตก็คือ บางแห่งจะมีหญิงสาวชาวต่างชาติไว้ให้บริการ ลูกค้าที่นิยมของนอกด้วย ที่สำคัญหมอนวดแต่ละคนไม่ได้ผ่านหลักสูตร หรือได้รับใบประกาศหลัก สูตรการนวดมาเลย ขณะเดียวกันเมื่อสอบถามไปยัง พ.ต.ต.สวัสดิ์ ภักดี สว.สืบตรวจตราและควบคุม ศดส.บช.น. ได้รับคำตอบว่า ได้รับการร้องเรียนเหมือนกันว่าสปาบางแห่งเปิดให้มีการค้าประเวณี ทั้งนี้ การขอเปิดกิจการสปาเพื่อสุขภาพ ในปัจจุบัน ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย มาตรฐานของสถานที่การบริการ ผู้ให้บริการหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อการรองรับให้เป็นไปตามมาตรฐานสำหรับสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย ตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2546 โดยที่เป็นการกำหนดมาตรฐานของสถานที่ การบริการ ผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์และวิธีการ ตรวจสอบ เพื่อการรับรองสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย ทั้งนี้ เพื่อให้สถานที่ดังกล่าว ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขออนุญาตเป็นสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ 

 ซึ่งตามกฎหมายใหม่ที่เน้นควบคุมกิจการสปาและนวด จะแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท 1. กิจการสปาเพื่อสุขภาพ 2. กิจการนวดเพื่อสุขภาพ และ 3. กิจการนวดเพื่อสวยงาม โดยในส่วนของกิจการนวดเพื่อสุขภาพและเพื่อเสริมสวยนั้น จะต้องไม่มีสถานที่อาบน้ำ มาตรฐานผู้ดำเนินกิจการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี มีวุฒิการศึกษา ปวช. มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 2 ปี ไม่รับบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี และไม่ให้มีการค้าประเวณี ส่วนผู้ให้บริการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องมีเครื่องแบบพนักงานเหมาะสม มีป้ายชื่อ ไม่ขัดศีลธรรม ไม่ดื่มสุรายาเสพติด

เทคนิคของนักต้มตุ๋น ลวงค้ากามข้ามชาติ

– บริษัทดูน่าเชื่อถือ อยู่ในเขตชุมชน ชอบอ้างคนดัง อาจเป็นพวกนอกราชการ อดีตนายทหาร นายตำรวจ

– อ้างเป็นคนรู้จักต่อๆ กันมา มักเข้ามาตีซี้จนเชื่อว่าสนิทกับคนนั้นๆ จริง ชอบอ้างว่าคนนั้น คนนี้ไปแล้วร่ำรวยกลับมา

– สำนักงานจัดหางานเถื่อน อาจมีสำนักงานที่ดูน่าเชื่อถือ ดูดี แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ขึ้นทะเบียน กับหน่วยงานราชการที่ถูกต้อง พวกนี้จึงมักย้ายที่ หรือย้ายทำเลไปเรื่อยๆ

– พูดจาโน้มน้าวหรือเร่งรัดเกินจริง เช่น ถ้าไม่ไปงวดนี้ก็หมดโอกาสแล้วนะ เขาปิดรับคนแล้ว

– อ้างว่า ‘งานสบาย เงินดี‘ แต่มันจะไม่บอกว่านอนทำ ไม่ต้องลำบากก็ได้เงินมาง่ายๆ ถ้าบอกอย่างนี้ให้คิดไว้ก่อนว่าอาจจะพาไปขายตัว นอนสบาย เงินดี แต่คนทำไม่ได้เงินสักบาท หรือหักสารพัดจนไม่เหลือสักบาท แถมเป็นหนี้มันอีกต่างหาก

– อ้างว่าจะพาไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ซึ่งเป็นอาชีพยอดฮิตที่มักนำมาอ้าง เพราะคนไทยมักเชื่อกันว่า งานเสิร์ฟที่ต่างประเทศมีรายได้ดี ทั้งยังไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก

– อ้างว่าจะพาไปเป็นแม่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบยุโรป บางรายก็ได้เป็นแม่บ้านจริง ตามที่ตกลงกัน แต่ถูกบังคับให้บริการทางเพศแก่เจ้าของบ้านด้วย ค่าตอบแทนก็ต่ำ แต่หนีไปไหนไม่ได้ ทั้งไม่รู้ช่องทางหนีหรือถูกยึดหนังสือเดินทาง ถ้ามีอะไรทะแม่งๆ ดังต่อไปนี้ อย่าหลงเชื่อ

 วิธีป้องกันตัวเองจากขบวนการค้ากามข้ามชาติ หรือพวกหลอกไปทำงานต่างแดน

– สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวของคุณเอง อย่าไว้เนื้อเชื่อใจใครง่ายๆ แม้จะเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ คนแถวบ้าน หรือเพื่อนสนิท ไปจนถึงสำนักจัดหางานที่เปิดกันเกลื่อนเมือง

– ใช้บริการจัดหางานจากสำนักจัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในสังกัดกระทรวงแรงงาน และได้รับการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศ

-หากมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้ากามข้ามชาติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิปวีณา, มูลนิธิผู้หญิง, มูลนิธิเพื่อนหญิง และศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) (ล้อมกรอบ) เบอร์ติดต่อมูลนิธิต่างๆ มูลนิธิผู้หญิง (ถนนจรัญสนิทวงศ์ 62) โทร.0-2433-5194, 0-2435-1246, มูลนิธิเพื่อนหญิง (ซอยรัชดาฯ 42) โทร.0-2513-2780, 0-2513-1001, ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) ถนนสุรวงศ์ โทร.0-2236-9272

แนวทางแก้ไขปัญหาการทำแท้งอย่างถาวรการที่จะแก้ปัญหาการทำแท้งอย่างถาวรนั้น จะต้องหันมาให้ความสนใจกับสาเหตุต้นตอที่ ทำให้เกิดปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อมองจากสาเหตุของปัญหาดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทางออกของ ปัญหาใหญ่ที่ดีที่สุดคือ การร่วมมือของสถาบัน องค์กร และหน่วยงานต่างๆของสังคม ซึ่งควรจะดำเนินการตามลำดับดังนี้

 สื่อมวลชนในยุคปัจจุบันสื่อมวลชนถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมสร้างทัศนคติและค่านิยมแก่ สมาชิกทุกคนในสังคม ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีในการเผยแพร่ข่าวสารมาก เกินไป จนทำให้เกิดช่องโว่ในการนำเสนอสารที่ยั่วยุกามารมณ์ หรือสารที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กๆ ดังนั้นสิ่งแรกที่สื่อมวลชนควรจัดระเบียบคือ งดการเผยแพร่ข่าวสารที่ยุยงส่งเสริมให้วัยรุ่นมีความ นิยมที่ผิดๆ

สถาบันครอบครัวเนื่องจากสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันหลักของสังคม ดังนั้นปัญหาทุกปัญหาส่วนมากแล้วก็จะ มีจุดกำเนิดที่ตรงนี้ โดยเฉพาะการขาดความอบอุ่นภายในครอบครัว การขาดความรับผิดชอบ ของสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้นำ นั้นก็คือผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ บทบาทสำคัญที่ครอบครัว ควรให้ใส่ใจคือ การสร้างความเข้าใจในการดำเนินชีวิตให้กับสมาชิกทุกๆคน ผู้ปกครองควร ที่จะเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อพบปะ สอบถามการเป็นอยู่ของลูกๆ เปิดโอกาสให้พวกเขา ได้พูดสิ่งที่อึดอัดใจ หรือทุกข์ใจได้ทุกๆเรื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเด็กเจอปัญหาจะไม่กล้าพูด ให้พ่อแม่ฟังเพราะกลัวถูกด่า ถูกลงโทษ และเมื่อเด็กต้องตัดสินใจแก้ปัญหาแต่เพียงผู้เดียว ภายใต้ความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว สังคม เรื่องการเรียนฯลฯ ผลที่ตามมาคือ ความเครียดซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตได้

 สิ่งแวดล้อมทางสังคมดังที่ได้กล่าวแล้วว่าสิ่งเร้าต่างๆ ทางสังคมนั้นก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสะเทือนขวัญ เช่นนี้ โดยเฉพาะการวิ่งเต้นตามกระแสโลกาโลกาภิวัฒน์ จนทำให้เยาวชนถูกมอมเมาโดยค่านิยม ที่ผิดๆได้ง่าย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณหมอทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ปัญหาสุรา เปิดเผยในเวทีประชุมวิชาการสุราระดับชาติครั้งที่ 6 ว่า เยาวชนที่มีการดื่มสุรา มีโอกาสในการตั้งครรภ์ และทำให้ผู้อื่นตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 2.92 เท่า มีโอกาสถูกบังคับ ให้มีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า

ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์มีอยู่ 8 ประการคือ

1. ผู้หญิงกับผู้ชายนอนด้วยกันโดยไม่รู้ว่าทำให้ท้องได้ ซึ่งเกิดมากในเด็กวัยรุ่น

2. รู้ว่านอนด้วยกันแล้วทำให้ท้องได้ แต่ไม่รู้ว่าป้องกันได้

3. รู้ว่าป้องกันได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

4. รู้ว่าป้องกันได้ แต่ไม่รู้จะไปหาซื้ออุปกรณ์ที่ไหน

5. รู้ว่าจะซื้อที่ไหน แต่ไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร

6. รู้ว่าจะใช้อย่างไร แต่ไม่ใช้

7. รู้ว่าจะใช้อย่างไร และก็ยินดีที่จะใช้ แต่พลาด

8. ถูกข่มขืนกระทำชำเรา

ปลูกฝังค่านิยมในการรักนวลสงวนตัวตั้งแต่วัยเด็ก และเน้นย้ำมากขึ้นในวัยรุ่น ได้แก่ การแต่งกายที่สุภาพ ไม่แต่งกายล่อแหลม ยั่วยุอารมณ์เพศตรงข้ามซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการข่มขืน กระทำชำเราแก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นพร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสีย ของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม โดยเน้นย้ำให้เห็นผลเสีย ได้แก่ การสูญเสียโอกาสในการศึกษา และการประกอบอาชีพการงานที่ดี ตลอดจนโอกาสในการเจอคู่ ครองที่ดีในอนาคต ในยุคโลกไร้พรหมแดนนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมในหลายๆด้าน ทั้งในด้านลบและในด้านบวกผู้คนมีการติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวก มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่หลากหลาย มีInternetใช้กันเกือบทุกบ้าน ความเจริญเหล่านี้เข้ามาไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะ สำนักงาน ศูนย์ราชการ หรือศูนย์การค้าเท่านั้นแต่ยังเข้ามาในสถานศึกษาอีกด้วย และผู้ที่อยู่ในสถานศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยคาบเกี่ยวระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ เป็นวัยที่พร้อมจะเรียนรู้และ อยู่ในโลกแห่งความทันสมัยนี้ก็มีโอกาสพบปะรู้จักกับเพื่อนใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งทางสื่อต่างๆ และทาง Internet หลังจากนั้นก็มีการนัดพบกัน เพียงจุดเริ่มต้นนี้ก็สามารถพัฒนาต่อไปเป็นเพื่อน เป็นแฟน และมีความสัมพันธ์ทางเพศกันได้ในที่สุด มีตัวอย่างที่ปรากฏทางสื่อหลายคู่ที่พบรัก กันทาง Internet บางคู่พัฒนาต่อไปเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน แต่บางคู่ก็จบลงด้วยการเลิกลา การล่อลวงทรัพย์ และการล่อลวงทางเพศ เนื่องจากการรู้จักกันทาง Internet นั้นไม่เห็นหน้า ไม่เห็นตัว การคุยกันโดยใช้ตัวหนังสือก็ไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อนัดพบกันแล้วก็ไม่ประทับใจ ถ้าเลิกรากันไปแต่โดยดีก็ถือว่าเป็นโชคดี แต่ถ้ามีการล่อลวงทรัพย์ ล่อลวงทางเพศ นับเป็นเรื่องที่โชคร้ายที่สุดในสภาพสังคมปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างๆมากขึ้น ตัวอย่างเช่น VCD DVD และสื่อลามกอนาจารย์ต่างๆ แม้รัฐบาลจะพยายามควบคุม แต่ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะกว้างใหญ่ เสียเหลือเกิน ยิ่งควบคุมก็ยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น ถ้าไม่ออกกฎหมายเข้มงวดจริงๆหรือปราบปราม อย่างจริงจังคงไม่มีทางควบคุมได้และสื่อเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบัน

ปัญหาหลักของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรปัญหาวัยรุ่น โดยเฉพาะในเรื่อง “ปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมะสมของวัยรุ่น” กำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ เกิดขึ้นแทบไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งเรื่องเด็กผู้ชายรุมโทรมและข่มขืนเด็กผู้หญิงหรือการมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรจนตั้งครรภ์ การทำแท้ง รวมถึงการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ อาทิ โรคเอดส์ ที่ขณะนี้ตัวเลขวัยรุ่นไทยติด “โรคร้าย” นี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย และที่เป็นข่าว เกรียวกราวบนหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ คือเรื่องการแสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ เหมาะสมบนรถเมล์ การไปเช่าบ้านหรือโรงแรมเพื่อมีเพศสัมพันธ์กันของวัยรุ่น และที่ต้องตก ตะลึงไม่น้อย ก็คือผลสำรวจที่ว่าคนไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุน้อยลง ถึงแม้ว่าข้อมูลของผล สำรวจนี้จะมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านและยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจริงมาก น้อยแค่ไหน แต่ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นก็กำลังเริ่มจะเป็นปัญหาใหญ่ ของสังคมแล้ว พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมในกลุ่มวัยรุ่นของไทยนั้น เกิดจากในปัจจุบัน เด็กวัยรุ่นไทยส่วนหนึ่งมองว่าการแสดงออกทางพฤติกรรมทางเพศถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เนื่องจากเด็กเหล่านี้ได้ซึมซับรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาจนลืมรักษาขนบธรรมเนียมและ วัฒนธรรมไทยที่ผู้ใหญ่จะสอนเด็กผู้หญิงไว้ว่าต้องรักนวลสงวนตัว ทั้งนี้จากผลสำรวจของ เอแบคโพล ถึงเรื่อง “ประสบการณ์และทรรศนะของวัยรุ่นต่อปัญหาพฤติกรรมทางเพศในปัจจุบัน” พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 61.7 % ยอมรับว่ามีประสบการด้านการมีแฟนและคนรัก และจำนวน 37.5 % เคยมีแฟนหรือคนรักมากกว่าหนึ่งคนและจำนวน 11.2 % มีแฟนหรือคนรักมากกว่า 4 คน ส่วนผลสำรวจในประเด็นการยอมรับพฤติกรรมเชิงชู้สาวนั้นวัยรุ่น ส่วนใหญ่ยอมรับพฤติกรรมการจับมือ ควงแขน และการโอบไหล่หรือเอวกับแฟน และจำนวนกว่า 52.9 % ให้การยอมรับการจับมือ และอีก 40.2% ยอมรับการควงแขนกับผู้ที่เพิ่งรู้จักตามสถานที่ ต่างๆ อาทิ ผับ เธค และห้างสรรพสินค้า

สาเหตุของปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันควร

1. ปัจจัยด้านพันธุกรรมพัฒนาการทางด้นร่างกายและจิตใจของวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงโดย เฉพาะฮอร์โมนในร่างกาย มีผลกระตุ้นให้มีความสนใจกับเพศตรงข้าม รวมทั้งแรงขับตามธรรมชาติ ที่ทำให้ใคร่รู้ ใคร่ลอง ในเรื่องเพศ จนทำให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั่งใจขึ้น

2. เริ่มต้นตั้งแต่การแต่งตัวที่เปิดเผยมากเสื้อที่เปิดให้เห็นเนินอกมากเกินไป เสื้อที่เปิดสะดือ กางเกงที่รัดมากเกินไป เน้นส่วนสัดชัดเจนเกินไป

3. วัยรุ่นขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่มีแฟนหรือคนรักหาก ไม่รู้จักการปฏิเสธเมื่อถูกขอ มีค่านิยมสมัยใหม่ที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ คือเรื่องเพศเป็นเรื่อง ธรรมชาติ และการมีเพศสัมพันธ์กันตามกระแสวันสำคัญ

4. การอยู่หอพัก อยู่ห่างจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การเที่ยวในสถานเริงรมย์ การเที่ยวงานปาร์ตี้ การเที่ยวต่างจังหวัด มีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดจนทำให้ขาดสติ

5. การอยู่ด้วยกันสองต่อสองระหว่างชายหญิงในที่ลับตาคน และในบรรยากาศที่จะนำไปสู่การ มีเพสสัมพันธ์ได้

6. สถาบันครอบครัวและศาสนา ที่ปัจจุบันได้อ่อนแอลง เด็กได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว น้อยจากที่พ่อแม่ต้องวุ่นกับการทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก หรือบางครอบครัวพ่อแม่มีปัญหาหย่า ร้างต้องแยกทางกันทำให้เด็กต้องออกไปหาความอบอุ่นจากเพื่อนและแฟน ซึ่งถือเป็นเรื่องเสี่ยง ที่ทำให้เด็กกกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้ นอกจากนี้เด็กในยุคปัจจุบันยังห่างไกล วัดไม่เคยไปทำบุญไหว้พระ เด็กจึงไม่รู้จักสิ่งผิดชอบชั่วดี เพราะขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

 ผลกระทบของปัญหาหารมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

1. การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ในช่วงวัยรุ่นการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ทางร่างกาย ทำให้เกิดความพร้อมทางภาวการณ์เจริญพันธุ์สูงมาก การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่น เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นการตั้งครรภ์ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความ พร้อมในทุก ๆ ด้าน จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากทั้งทางด้านครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม และปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของวัยรุ่นอย่างมากด้วย

2. เสียการเรียน เมื่อคนเราหมกมุ่นกับเรื่องเพศ มีเวลาอยู่กันมาก จะทำให้สนใจการเรียนน้อย หรือไม่สนใจการเรียนเลย มักขาดเรียนบ่อย หรือหนีเรียนไปเลย หลายคนต้องลาออกจากโรงเรียน โดยเฉพาะฝ่ายหญิงจะพบมาก แต่ฝ่ายชายก็มีเหมือนกัน และงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า ผลของการมีเซ็กส์ในวัยรุ่นสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเรียนและผลการเรียนที่ตกต่ำลงด้วย

3. การที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เสรีมากขึ้นทำให้การมองเห็นคุณค่าตนเองเปลี่ยนไป การมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างวัยรุ่นส่งผลให้วัยรุ่นมองกิจกรรมทางเพศเป็นเพียง “การแลกเปลี่ยน” อารมณ์และ วัตถุทางเพศ ยิ่งเมื่อมีบ่อยครั้งขึ้นการเคารพและเห็นคุณค่าตนเองก็จะยิ่งน้อยลง

4. การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้เกิดการติดเชื้อโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ได้ ที่สำคัญคือ โรคในกลุ่มกามโรคและโรคเอดส์ โดยเฉพาะโรคเอดส์เป็นโรคที่กำลัง แพร่ระบาด และทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างมาก ทั้งยังเป็นโรคที่ไม่มียาหรือวิธีการรักษาที่ทำให้ หายขาดได้ และไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ การติดเชื้อโรคเอดส์จึงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคมตามมา ทั้งยังทำลายอนาคตอีกด้วย

 ผลกระทบต่อครอบครัว

1. สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ ไม่มีพ่อแม่คนใดที่พอใจเมื่อลูกของตนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร แต่ที่พ่อแม่บางคนมีการยอมรับกันนั้นก็ด้วยความสงสารลูก ซึ่งพ่อแม่จะต้องทุกข์ระทมใจกับการ กระทำที่ผิดพลาดของลูก

2. .เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล คำโบราณกล่าวว่า “มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน” เพราะถ้ามีส้วมอยู่หน้าบ้าน ถ้าส้วมแตกขึ้นมาจะเหม็นและอับอายชาวบ้าน เปรียบเทียบกับลูกสาว ถ้าได้รับความเสียหายทางเพศเกิดขึ้น พ่อแม่ก็จะอับอาย วงศ์ตระกูลจะพลอยมัวหมองไปด้วย

3. เกิดความไม่เข้าใจกันของคนในครอบครัวและอาจเกิดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจ

4. เกิดปัญหาการหย่าร้างมากขึ้น

ผลกระทบต่อสังคม

1. ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ได้แก่

1.1 เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ปัญหาการทำแท้งและปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งและเด็กเร่ร่อน

1.2 ปัญหาความเสื่อมของวัฒนธรรมอันดีของสังคมไทย

1.3 ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1.4 ปัญหายาเสพติด ปัญหาเรื่องบุหรี่ เหล้า การพนัน

1.5 ปัญหาแหล่งบันเทิง ผับ บาร์ ดิสโก้เธค สถานอาบอบนวด ซ่อง

หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย

1. กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย

2. กระทรวงสาธารณะสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสุขภาพจิต โรงพยาบาล กรมอนามัย กรมส่งเสริมสุขภาพ

3. สถาบันครอบครัว

4. กระทรวงวัฒนธรรม

แนวทางการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานต่างๆ

1. กระทรวงศึกษาธิการ ด้วยกระทรวงศึกษาธิการ ประสงค์จะให้มีการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหา นักเรียน นักศึกษา มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้สถานศึกษา ครู อาจารย์ เข้าไปมีส่วนร่วมส่งเสริมบทบาทและความสำคัญของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว และชุมชน

2. ให้สถานศึกษาดำเนินการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้นักเรียน นักศึกษารู้จักคิด และเข้าใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ รู้จักเคารพและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันทุกระดับวัย สร้างค่านิยมและทัศนคติระหว่างเพศที่ถูกต้อง และมีความซาบซึ้งในคุณค่าของ วัฒนธรรมและขนบประเพณีอันดีงามของไทย รู้จักการวางตัวให้เหมาะสม ไม่มีพฤติกรรม ทางเพศที่ไม่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน นักศึกษา
 3. ให้สถานศึกษาสร้างความสำนึกและความเข้าใจแก่ ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยว กับเรื่องสิทธิของเด็ก และหน้าที่ที่เด็กและเยาวชนต้องปฏิบัติแนวทางในการป้องกันแก้ไขและ การให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ที่ตกอยู่ในสภาวะยากลำบากเนื่องจากการมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

1.1 เหตุผลประกอบในการเสนอเรื่องราวการค้ามนุษย์ ในปัจจุบันได้รับการพิจารณาว่า เป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการละเมิดสิทธิมุนษย์ชนที่ร้ายแรง และเป็นปัญหาที่บั่นทอนความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะการค้าเด็กและหญิง ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมทั้งในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น และรวมถึงปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ปัญหายาเสพติดทั้งการค้าและการเสพเป็นต้น ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม วัฒนธรรมของประเทศและประชาคมโลก

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในภูมิภาคอาเซียนภูมิภาคอาเซียนนั้นนับว่าเป็บภูมิภาคที่ประสบกับ ปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามแดนมากที่สุดภูมิภาคหนึ่ง ซึ่งโดยในปัจจุบันหลายประเทศในอาเซียนเป็น ทั้งต้นทางผ่าน และปลายทางสำหรับการค้ามนุษย์ และโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นการค้ามนุษย์ภายใน ภูมิภาค จะพบได้ตามลุ่มแม่น้ำโขง สถานการณ์การค้ามนุษย์กับประเทศไทย

 ประเทศต้นทาง คือ ประเทศที่มีการส่งเด็กและหญิงไปค้าต่างประเทศประเทศทางผ่าน คือ ประเทศที่ใช้เป็นเส้นทางผ่านของการนำเด็กและหญิงไป ค้าในประเทศอื่นๆประเทศปลายทาง คือ ประเทศที่มีการนำเด็กและหญิงเข้ามาค้าหรือแสวงหา ประโยชน์ หรือมีการล่วงละเมิดสิทธิในด้านต่าง ซึ่งการประเทศไทย เป็นทั้งประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่าน ไทยเป็นประเทศทางผ่านสำหรับ เหยื่อค้ามนุษย์จากเกาหลีเหนือ จีน เวียดนาม ปากีสถานและพม่า ซึ่งจะถูกนำไปค้าในประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รัสเซีย ยุโรปตะวันตก เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา มีรายงาน ว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนเกณฑ์เด็กวัยรุ่นมาร่วมปฏิบัติการก่อการร้าย เนื่องจากประเทศไทยเป็น ประเทศที่มีการเผยของข้อมูลข่าวสาร รวมถึงเสรีภาพในการสื่อสาร ประกอบกับสภาพเศรษกิจที่ดี และการคมนาคมในประเทศที่สะดวก สำหรับกระบวนการค้ามนุษย์ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เพื่อบังคับใช้แรงงานหรือแสวงหาประโยชน์ในธุรกิจทางเพศ จากประชาชนที่มาจาก ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น พม่า ซึ่งส่วนมากมาเป็นแรงงาน และมีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในไทย โดยเข้ามาเพื่อหารายได้และหลบหนีการปราบ ปรามของทหารพม่า รวมทั้งประเทศอุซเบกิสถานและฟิจิ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วย เหตุผลต่างๆ รวมทั้งปัญหาความยากจน โดยบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์มากที่สุด ได้แก่ แรงงานต่างด้าว ชนกลุ่มน้อย และบุคคลไร้สัญชาติ โดยแรงงานต่างด้าวถูกนายจ้างยึดเอกสาร เดินทาง บัตรจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว และใบอนุญาตทำงานไว้ โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ได้ จดทะเบียนก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์มากขึ้น เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจ เรื่องสิทธิของตนเองภายใต้กฎหมายไทย ฐานะทางการเงินระดับการศึกษา อุปสรรคด้านภาษา และปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงและเด็กหญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อยเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์มากที่สุด คือ ปัญหาการไร้สัญชาติ โดยเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านบางคนถูกบังคับให้ขายดอกไม้ตามสี่แยก ขอทาน ทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรม หรือทำงานรับใช้ตามบ้าน

ปัญหาที่เกิดจากการค้ามนุษย์

1. การกระทบ และละเมิดถึงสิทธิในชีวิต ร่างกายและเสรีภาพซึ่งถือว่าเป็นสิทธที่ติดตัวมนุษย์ มาตั้งแต่เกิด และไม่มีใครสามารถพรากไปจากตัวบุคคลผู้ทรงสิทธินั้นได้ โดยการกระทำที่กระทบ กระเทือนต่อสิทธินี้ ย่อมไม่สามารถทำได้

2. การกระทบ และละเมิดถึงสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่รับรอง คุ้มครองให้แก่บุคคล มิให้ได้รับการปฏิบัติที่ไม่สมกับความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น ซึ่งถือเป็นคุณค่าอันมีลักษณะเฉพาะและเป็นคุณค่าที่มีความผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ ซึ่งบุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์ทุกคนได้รับคุณค่าดังกล่าว โดยไม่ว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัยหรือคุณสมบัติอื่นๆ ของบุคคลนั้นและโดยที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเป็น ส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการที่บังคับขู่เข็ญ หรือทารุณเด็ก และสตรีที่ตกเป็นเหยื่ออย่างไร้มนุษยธรรม จึงเป็นการกระทำที่ละเมิดถึงสิทธินี้

3. การกระทบถึงสิทธิในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต อันได้แก่

– สิทธิทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิในการได้รับการศึกษา โดยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง ดังนั้นการที่ค้าเด็ก โดยการบังคับให้ขอทาน หรือ นั้นทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษา ถือเป็นการริดรอนสิทธิ ซึ่งไม่สามารถทำได้

– สิทธิในสุขภาพ และอนามัย ปัญหาที่ตามมาจากภัยการค้ามนุษย์ เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์

4. ปัญหาสังคมในด้านต่างๆ เช่น ก่อให้เกิดอาชญากรรมทั้งในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น เช่น ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบไปทั่วทุกส่วนของสังคม จนกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไข ปัญหาการฟอกเงิน

5. การกระทบ และละเมิดต่อสิทธิในการอยู่อาศัย และสิทธิในการร้องขอสัญชาติสัญชาติ เนื่องขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิของตนเองภายใต้กฎหมายไทย และปัญหาการไร้สัญชาติ ทำให้ชนกลุ่มน้อยมักถูกหลอกเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ โดยไม่สามรถดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ได้เนื่องจากปัญหาการไม่ได้รับการรับรองสัญชาติ ดังนี้จึงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำการ ขจัดปัญหาการไร้สัญชาติ โดยการพิสูจน์สัญชาติให้กับชนกลุ่มน้อยเหล่านี้

นักค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี และบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งการปราบปรามเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่สมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์ และการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มที่ 2 ในบัญชีรายชื่อของประเทศที่ถูกตับตามองเป็นปีที่ 2 แม้ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฎิบัติตามมาตรฐานขั้นต่อ อย่างเต็มที่ในการจัดการกับปัญกาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดี ได้มีการดำเนินการนำพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีการนำมาบังคับใช้อย่างต่อเนื่องโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีการระบุให้การค้ามนุษย์ทุกรูปแบบเป็นความผิดทางอาญา และระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ถึงสิบปี ซึ่งนับเป็นโทษที่ร้ายแรงเที่ยบเท่ากับ โทษอาชญากรรม ร้ายแรงอื่นๆ ดั้งนั้นถึงแม้รัฐบาลไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสารเรื่องการปราบ ปรามการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2543 แต่ก็มิได้ส่งผลต่อการป้องกันและ ปราบปรามการ ค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมาบังคับ หลายฉบับด้วยกันดังนี้

1. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539

2. พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540

3. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

4. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

5. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

1.2 การตั้งชื่อเรื่องที่จะทำ

ภัยร้ายธุรกิจค้ากาม

1.3 วัตถุประสงค์ในการเสนอผลงาน

ค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การเขียน เเละกระบวนการผลิตเนื้อหาสาระของข่าวเเละสารคดีเชิงข่าวที่ดี ประเด็นที่มีความลึกชัดเจนเเละเเหลมคมทำให้เห็นเเง่มุมใหม่ๆของธุรกิจสปาค้ากาม การขายบริการทางเพศ ภัยถูกหลอกทำงานต่างประเทศ วิธีป้องกันเบื้องต้น การลดความเสี่ยง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามันอย่างถูกวิธี การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แนวทางแก้ไขปัญหาการทำแท้งอย่างถาวร วิธีป้องกันตัวเองจากขบวน การค้ากามข้ามชาติ หรือพวกหลอกไปทำงานต่างแดน ภัยถูกหลอกทำงานต่างประเทศ เทคนิคของนักต้มตุ๋น ลวงค้ากามข้ามชาติ

 1.4 ประเด็นหลัก

การค้ากาม สปาค้ากาม กรณีเด็กนักเรียนชั้นมัธยม 4 คนถูกกะเทยย่านนนทบุรีบังคับให้ค้ากาม สะท้อนถึงความหละหลวมทางกฎหมายและความเลวร้ายทางสังคม ยิ่งคำให้การของเด็กที่ ซัดทอดไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้าไปซื้อกามและนำยาเสพติดมาให้เสพ ก็ยิ่งสะท้อน ให้เห็นถึงสถานการณ์ในมุมมืดของสังคมที่กำลังกัดกินประเทศชาติ ก้าวไม่ข้ามไปสู่ประเทศ ที่เจริญแล้ว การค้ามนุษย์ในบ้านเราจึงโด่งดังไปทั่วโลก คนต่างชาติที่ลุ่มหลงทางนี้ก็จึงแห่แหน เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง จนธุรกิจค้ากามเติบใหญ่สร้างรายได้อย่างมหาศาลบนคราบ น้ำตาของเหยื่อเหล่านี้ ปัจจุบันสถานการณ์การค้ามนุษย์ยังคงดำรงอยู่ ไม่เพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้น มีหญิงสาวจากประเทศเพื่อนบ้านนับไม่ถ้วน ถูกล่อลวง ถูกหลอกมาค้ากาม ในรูปแบบแตกต่างกัน ตามร้านอาหารบ้าง ตามสถานบันเทิงบ้าง บางคนถูกล่อเข้ามาทำงาน บางคนถูกหลอกมาขาย แรงงาน แต่สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็ไม่พ้นวงจรค้ากาม โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนให้การสนับสนุน ไล่เรียงมาตั้งแต่การข้ามแดน ถิ่นที่พักอาศัย โดยมีเงินและร่างกายของเหยื่อจ่ายเป็นส่วย ความเลวร้ายยิ่งกว่าคือ การบังคับให้หญิงสาวเหล่านี้เสพยาเพื่อความวิตถารในการบำเรอกาม

กฎหมายในบ้านเรามีตั้งแต่พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเด็ก มีโทษจำคุก กฎหมายการเข้าออกเมือง กฎหมายอาญา แต่ผู้บังคับใช้กลับเมินเฉยปล่อยให้การค้ามนุษย์เติบใหญ่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่าธุรกิจค้ากามบ้านเราเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะมีการจ่าย ส่วยเจ้าหน้าที่ร่ำรวยกันถ้วนหน้าท่ามกลางความทุกข์ของเด็กที่ถูกพราก ถูกหลอกกลายเป็น ตราบาปไปชั่วชีวิต แหล่งโลกีย์ผุดขึ้นมากมาย มีการนำเด็กจากต่างจังหวัดและประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน ในขณะที่นักเที่ยวสามารถซื้อขายบริการอย่างเสรี แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย กลับมองไม่เห็น ไม่รับรู้ว่าความจริงของธุรกิจนั้นมันคืออะไร

 เด็กนักเรียน นักศึกษามากมายยอมกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจค้าถาม จะด้วยวัฒนธรรมที่ เปลี่ยนไปความอยากได้อยากมีกลัวอายเพื่อนๆ สิ่งยั่วยุต่างๆ เป็นแรงจูงใจส่งให้ธุรกิจค้ากาม รุ่งเรืองโดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจัดการอย่างเป็นผล ถึงแม้หลายรัฐบาลที่ผ่านมาจะมีนโยบาย เชิงสังคมเพื่อดูแลเด็ก วัยรุ่น แต่ความเป็นรูปธรรมยังห่างไกล ประเด็นสำคัญจากนี้ไปคือ รัฐบาลจะต้องทำแผนแม่บทหรือร่างนโยบายที่ชัดเจนเพื่อหาทางลดปัญหา อย่าลืมว่าอีกไม่ถึง 4 ปี ประชาคมอาเซียนจะมีผลในทางปฏิบัติ เด็กสาวเหล่านี้จะยิ่งมีความล่อแหลมต่อการถูกหลอกลวง ธุรกิจการค้ามนุษย์จะยิ่งซับซ้อนจากเครือข่ายที่มากขึ้น ถ้าไม่รีบเยียวยาในวันนี้ อนาคตเราอาจเป็นตลาดค้ากามเสรีก็ได้

 1.5 ประเด็นเสริม หรือ ประเด็นที่มาสนับสนุนเรื่อง

 ประเด็นเสริม วิธีป้องกันตัวเองจากขบวนการค้ากามข้ามชาติ หรือพวกหลอกไปทำงานต่างแดน

สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวของคุณเอง อย่าไว้เนื้อเชื่อใจใครง่ายๆ แม้จะเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ คนแถวบ้าน หรือเพื่อนสนิท ไปจนถึงสำนักจัดหางานที่เปิดกันเกลื่อนเมือง ใช้บริการจัดหางานจากสำนัก จัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในสังกัดกระทรวงแรงงาน และได้รับการรับรองจากกระทรวง ต่างประเทศ ควรสอบถามข้อมูลจากคนรู้จักที่เคยไปทำงานต่างประเทศ หรือควรศึกษาข้อมูล ของงาน และประเทศที่เราจะไปทำงาน เช่น จะไปทำงานเมืองใด เมืองหลวงอยู่ตรงไหน มีสถานทูตไทย อยู่ที่ไหน มีคนรู้จักไหม มีชุมชนคนไทยอยู่ตรงไหนของเมือง สามารถติดต่อ กลับประเทศได้หรือไม่ อย่างไร (สถานที่ทำงานบางแห่งไม่อนุญาตให้ ติดต่อกลับประเทศ) หากมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้ากามข้ามชาติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิปวีณา, มูลนิธิผู้หญิง, มูลนิธิเพื่อนหญิง และศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) (ล้อมกรอบ) เบอร์ติดต่อมูลนิธิต่างๆ มูลนธิผู้หญิง (ถนนจรัญสนิทวงศ์ 62) โทร.0-2433-5194, 0-2435-1246, มูลนิธิเพื่อนหญิง (ซอยรัชดาฯ 42) โทร.0-2513-2780, 0-2513-1001, ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) ถนนสุรวงศ์ โทร.0-2236-9272

1.6 คุณค่าของผลงานต่อสังคม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป โดยยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540

ที่มาของกฎหมาย

ปัจจุบัน การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคล ในลักษณะการค้ามนุษย์ ได้ขยายตัวมิได้จำกัดเฉพาะหญิงและเด็ก และกระทำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น และกระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น ซึ่ง พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกัน และปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 ยังมิได้กำหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทำดังกล่าว ประกอบกับประเทศไทย ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะ ผู้หญิงและเด็ก

ประเทศไทย จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุน เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การปรับปรุงการช่วยเหลือ และคุ้มครองสวัสดิภาพ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด

สาระสำคัญของกฎหมาย ดังนี้

1. การกระทำที่เป็นการค้ามนุษย์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ได้แก่ การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยมีลักษณะของการข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเป็นการให้เงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลบุคคลนั้น เพื่อให้มีการยินยอมแก่ผู้กระทำผิดในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิต/เผยแพร่วัตถุ/สื่อลามก การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงาน/บริการ

2. บทกำหนดโทษ

1. บุคคลทั่วไป กระทำผิดฐานค้ามนุษย์ กฎหมายกำหนดโทษ ดังนี้

– กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 8 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 160,000 – 300,000 บาท กรณีเป็นเด็ก กฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้ข่มขู่ หรือใช้กำลังบังคับ ก็ถือว่าเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 – 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 – 12 ปี และปรับตั้งแต่ 120,000 – 240,000 บาท

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 18 ปี ขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 200,000 บาท

– บุคคลผู้ช่วยเหลือ สนับสนุน อุปการะโดยให้ทรัพย์สิน จัดหาที่ประชุม / ที่พำนัก ชักชวน ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อมิให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– ตระเตรียมการเพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษ 1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้

– สมคบกันตั้งแต่ 2 คน เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งคนใดได้ลงมือ กระทำผิดตามที่ได้สมคบกัน ทุกคนต้องรับโทษเช่นเดียวกับที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดฐาน ค้ามนุษย์ อีกกระทงหนึ่ง

– กระทำผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรม รับโทษหนักกว่าที่กำหนดไว้กึ่งหนึ่ง

– บุคคลใดกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้า หนักงาน โดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าหนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการนั้น ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

2. ผู้มีตำแหน่ง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน อปท. พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการ /ผู้บริหาร /พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าพนักงาน /กรรมการองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หากกระทำความผิดใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ต้อง ระวางโทษหนักเป็น 2 เท่า

– กรรมการ ปกค. อนุกรรมการ สมาชิกของคณะทำงาน หรือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ฉบับนี้ กระทำผิดเสียเอง ระวางโทษหนักเป็น 3 เท่า

3. นิติบุคคลใดกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท

4. ความผิดฐานค้ามนุษย์ จัดเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ทำให้คณะกรรมการการฟอกเงินสามารถเข้ายึดและตรวจสอบทรัพย์สินผู้กระทำผิดได้

การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

1. การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างเหมาะสม ในเรื่อง อาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้การศึกษา การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การส่งกลับไปยังประเทศ/ภูมิลำเนาเดิม การดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย

2. การแจ้งสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน และสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ผู้เสียหายทราบ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับคดีเรียกค่าสินไหมทดแทน

3. จัดให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายระหว่างที่อยู่ในความดูแล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะพำนักอยู่ที่ใด รวมทั้งบุคคลในครอบครัว

4. ผ่อนผันให้ผู้เสียหายอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงานเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายได้ โดยคำนึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก

5. การส่งตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าว กลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่ หรือภูมิลำเนาโดยไม่ชักช้า เว้นแต่บุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษจาก รมต.ว่าการกระทรวงมหาดไทย

6. การดำเนินการให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติในต่างประเทศ หรือคนต่างด้าวที่ได้รับ อนุญาต หรือได้รับการผ่อนผันเป็นการชั่วคราว กลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ดำเนินการตามความ ประสงค์ของผู้เสียหาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้นั้น

 7. การยกเว้นการดำเนินคดีบางฐานความผิดกับผู้เสียหาย

หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย

1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ และกำกับดูแล การดำเนินการตามกฎหมาย

2. คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน เป็นกรรมการ และรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำและกำกับการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้า กำหนดหลักเกณฑ์และอนุมัติการใช้เงินและทรัพย์สินของกองทุน และดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมาย

3. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการ ปคม. และ ปกค. มีอำนาจหน้าที่ ในการ เป็นศูนย์กลางในการประสาน ความร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมาย จัดระบบงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ช่วยเหลือ เยียวยา และคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหาย

4. อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ต่ำกว่าระดับ 3 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้ง โดยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ ดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด

5. กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งจัดตั้งในกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือผู้เสียหาย การคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหาย การช่วยเหลือผู้เสียหายใน ต่างประเทศให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถิ่นที่อยู่ และดำเนินการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง

1.1 คุณค่าของผลงานต่อสังคม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป โดยยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540

 ที่มาของกฎหมาย

ปัจจุบัน การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคล ในลักษณะการค้ามนุษย์ ได้ขยายตัวมิได้จำกัดเฉพาะหญิงและเด็ก และกระทำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น และกระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น ซึ่ง พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกัน และปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 ยังมิได้กำหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทำดังกล่าว ประกอบกับประเทศไทย ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะ ผู้หญิงและเด็ก

ประเทศไทย จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุน เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การปรับปรุงการช่วยเหลือ และคุ้มครองสวัสดิภาพ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด

สาระสำคัญของกฎหมาย ดังนี้

1. การกระทำที่เป็นการค้ามนุษย์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ได้แก่ การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยมีลักษณะของการข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเป็นการให้เงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลบุคคลนั้น เพื่อให้มีการยินยอมแก่ผู้กระทำผิดในการแสวงหาผลประโยชน์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิต/เผยแพร่วัตถุ/สื่อลามก การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงาน/บริการ

 2. บทกำหนดโทษ

1. บุคคลทั่วไป กระทำผิดฐานค้ามนุษย์ กฎหมายกำหนดโทษ ดังนี้

– กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 8 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 160,000 – 300,000 บาท กรณีเป็นเด็ก กฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้ข่มขู่ หรือใช้กำลังบังคับ ก็ถือว่าเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 – 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 – 12 ปี และปรับตั้งแต่ 120,000 – 240,000 บาท

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 18 ปี ขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 200,000 บาท

– บุคคลผู้ช่วยเหลือ สนับสนุน อุปการะโดยให้ทรัพย์สิน จัดหาที่ประชุม / ที่พำนัก ชักชวน ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อมิให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– ตระเตรียมการเพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษ 1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้

– สมคบกันตั้งแต่ 2 คน เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งคนใดได้ลงมือ กระทำผิดตามที่ได้สมคบกัน ทุกคนต้องรับโทษเช่นเดียวกับที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดฐาน ค้ามนุษย์ อีกกระทงหนึ่ง

 – กระทำผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรม รับโทษหนักกว่าที่กำหนดไว้กึ่งหนึ่ง

 – บุคคลใดกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้า หนักงาน โดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าหนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการนั้น ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

2. ผู้มีตำแหน่ง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน อปท. พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการ /ผู้บริหาร /พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าพนักงาน /กรรมการองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หากกระทำความผิดใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ต้อง ระวางโทษหนักเป็น 2 เท่า

– กรรมการ ปกค. อนุกรรมการ สมาชิกของคณะทำงาน หรือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ฉบับนี้ กระทำผิดเสียเอง ระวางโทษหนักเป็น 3 เท่า

3. นิติบุคคลใดกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท

4. ความผิดฐานค้ามนุษย์ จัดเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ทำให้คณะกรรมการการฟอกเงินสามารถเข้ายึดและตรวจสอบทรัพย์สินผู้กระทำผิดได้

การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

1. การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างเหมาะสม ในเรื่อง อาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้การศึกษา การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การส่งกลับไปยังประเทศ/ภูมิลำเนาเดิม การดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย

2. การแจ้งสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน และสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ผู้เสียหายทราบ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับคดีเรียกค่าสินไหมทดแทน

3. จัดให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายระหว่างที่อยู่ในความดูแล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะพำนักอยู่ที่ใด รวมทั้งบุคคลในครอบครัว

4. ผ่อนผันให้ผู้เสียหายอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงานเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายได้ โดยคำนึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก

5. การส่งตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าว กลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่ หรือภูมิลำเนาโดยไม่ชักช้า เว้นแต่บุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษจาก รมต.ว่าการกระทรวงมหาดไทย

6. การดำเนินการให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติในต่างประเทศ หรือคนต่างด้าวที่ได้รับ อนุญาต หรือได้รับการผ่อนผันเป็นการชั่วคราว กลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ดำเนินการตามความ ประสงค์ของผู้เสียหาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้นั้น

7. การยกเว้นการดำเนินคดีบางฐานความผิดกับผู้เสียหาย

หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย

1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ และกำกับดูแล การดำเนินการตามกฎหมาย

2. คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน เป็นกรรมการ และรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำและกำกับการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้า กำหนดหลักเกณฑ์และอนุมัติการใช้เงินและทรัพย์สินของกองทุน และดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมาย

3. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการ ปคม. และ ปกค. มีอำนาจหน้าที่ ในการ เป็นศูนย์กลางในการประสาน ความร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมาย จัดระบบงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ช่วยเหลือ เยียวยา และคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหาย

4. อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ต่ำกว่าระดับ 3 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้ง โดยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ ดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด

5. กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งจัดตั้งในกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือผู้เสียหาย การคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหาย การช่วยเหลือผู้เสียหายใน ต่างประเทศให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถิ่นที่อยู่ และดำเนินการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง

1.2 กำหนดแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนวคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวทุกคน

กำหนดเเหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ 3 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับจังหวัด และต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดกลไกประสานงานกลางด้านการค้ามนุษย์ บูรณาการข้อมูล บริการและความช่วยเหลือจากส่วนราชการทุกกระทรวง รวมทั้งเกิดระบบสนับสนุนข้อมูล เพื่อการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารในระดับนโยบายในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ตามโครงสร้างดังนี้

ระดับชาติ
กำหนดให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานกลาง ประสานการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ระดับจังหวัด 
กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ว่าราชการ จังหวัดเป็นประธาน และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นเลขานุการ รวมทั้ง สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐองค์กรเอกชน และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์

ระดับต่างประเทศ
 กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการประจำประเทศต่างๆ โดยมีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่เป็นประธาน และมีผู้แทนประกอบด้วย กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ทูตแรงงาน ผู้แทนด้านความมั่นคง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรเอกชน และชุมชนไทย ทำหน้าที่ประสานการให้ข้อมูลและความช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ปรับแก้ชื่อศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ ระดับชาติ และระดับจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้

1. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติ (ศปคม.แห่งชาติ) : National Operation Center on Prevention and Suppression of Human Trafficking (NOCHT)

2. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด (ศปคม.จังหวัด) : Provincial Operation Center on Prevention and Suppression of Human Trafficking (POCHT)

เเนวคำถามสัมภาษณ์เเหล่งข่าว

– เหยื่อส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็กซึ่งเป็นสมาชิกที่ปกป้องตนเองได้น้อยที่สุด ของสังคมเรา ร่างกายมนษุย์ถูกล่วงเกิน

– การค้าผู้คนเป็นการกระทําผิดอันน่าตกใจต่อศักดิ์ศรีมนษุย์และเป็นการล่วงละเมิดขนาดหนัก ต่อสิทธิมนษุยชนขั้นพื้นฐาน ทาส การค้าประเวณี การขายสตรีและเด็ก และสภาพที่ทํางานที่ไร้ศัก ดิ์ศรี

– โดยถือว่าผู้คนเป็นเครื่องมือเพื่อได้กำไรมากกว่าเป็นบุคคลที่มีอิสระเเละรับผิดชอบ

– การค้ามนุษณ์เป็นยาพิษต่อสังคม ทำให้ผู้ที่ยังกระทำเลวลงไปเเละเป็นการไม่ให้เกียรติ

– เเนวโน้มที่น่าเป็นห่วงในการค้าประเวณีเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่เพียงมีส่วนช่วยการค้ามนุษณ์เท่านั้น เเต่ในตัวมีนเองก็เเสดงถึงความโน้มเอียงเพิ่มขึ้นที่จะเเยกอิสรภาพออกไปจากฎหมาย

1.3 อธิบายลักษณะของคำถามที่ใช้

วิธีการเก็บข้อมูล

การสัมภาษณ์ ในการตั้งรูปแบบของคำถามและคำตอบนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ การสัมภาษณ์ เนื่องจากการสัมภาษณ์คือ การที่เราจะสามารถได้ข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่เราต้องการ ข้อมูลและเป็น เรื่องเฉพาะที่เราต้องการทราบ ด้งนั้น ในการสัมภาษณ์หัวข้อต่าง ๆ นั้นควรจะเป็น สิ่งที่ทำให้คนที่ ให้สัมภาษณ์บอกเราได้ถึงสิ่งที่เขาคิด เกี่ยวกับเรื่องระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป้าหมายขององค์กร และการปฏิบัติงานภายในองค์กรทั่ว ๆ ไป

หลักในการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์มีผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการสัมภาษณ์ของนักวิเคราะห์ระบบ การสัมภาษณ์เป็นวิธีการดึงความ คิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อระบบ ถ้าผ้าใช้ไม่ชอบหน้านักวิเคราะห์ก็จะทำให้เขาไม่ชอบโครงการปรับ ปรุงระบบใหม่ด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้านักวิเคราะห์ทำตัวให้ผู้ใช้นับถือก็จะทำให้โครงการ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งจะเป็นการประกันได้ว่าโครงการจะสำเร็จลงด้วยดี

การวางแผนการสัมภาษณ์ การเตรียมการและวางแผนการสัมภาษณ์มี 5 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานไปจนถึงการเลือกผู้ที่เราต้องการจะสัมภาษณ์ ดังนี้

1. ศึกษา อ่านและเข้าใจพื้นฐานข้อมูลของผู้ถูกสัมภาษณ์ และลักษณะขององค์กร โดยอาจจะศึกษาจากรายงานต่าง ๆ จดหมายข่าว และข่าวสารที่กล่าวถึงองค์กรนั้น ทำให้สามารถ ลดเวลาในการป้อนคำถามที่เกี่ยวข้องกับลักษณะขององค์กรนั้น ในขณะที่อ่านเอกสาร เราก็ สังเกตถึงลักษณะท่าทาง ภาษาที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ที่เป็นสมาชิกอยู่ในองค์กรนั้นใช้อธิบายถึงองค์กร จะช่วยให้การสัมภาษณ์สมบูรณ์ขึ้น

2. การตั้งเป้าหมายในการสัมภาษณ์ จากหัวข้อที่ 1 จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้ในบางส่วนแล้ว จึงทำให้เราสามารถตั้งวัตถุประสงค์ของการ สัมภาษณ์ มีหัวข้อหลักที่ควรคำนึงถึงในการตั้งคำถาม คือ ศึกษาแหล่งที่มาของข้อมูล รูปแบบของข้อมูลที่ต้องการ ความถี่ในการใช้เพื่อการตัดสินใจ ปริมาณของข้อมูล และวิธีการตัดสินใจ

3. การเลือกผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ ในการเลือกผู้ที่เราต้องการสัมภาษณ์นั้น ควรจะรวม บุคคลหลักในทุกระดับงานในองค์กร ซึ่งอาจจะถูกกระทบในระบบ เพื่อพยายามให้เกิดความ สมดุลในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยอาศัยวิธีการติดต่อไปยังองค์กร นั้นสอบถามข้อมูลก่อนกำหนดตัวผู้ที่จะถูกสัมภาษณ์

4. เตรียมการสัมภาษณ์ โดยนัดกับผู้ถูกสัมภาษณ์ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ ได้มีเวลาที่จะเตรียมตัวตอบหัวข้อและรายละเอียดในการให้สัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์ ในแต่ละครั้งควรให้อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อจะได้ไม่รบกวนเวลางาน ของผู้ถูกสัมภาษณ์มากนัก

5. กำหนดชนิดของคำถามและโครงสร้าง ควรเขียนปัญหาให้ครอบคลุมส่วนหลัก ที่ใช้ในการตัดสินใจ และพูดซักถามให้เป็นไปตามเป้าหมาย เทคนิคในการตั้งคำถามเป็นหัวใจ สำคัญในการสัมภาษณ์

คำถามปลายเปิด (open-ended questions)หมายถึง คำถามที่ผู้ตอบ ตอบได้อย่างอิสระ ไม่กำหนดคำตอบตายตัว คือเปิดโอกาสให้ผู้ถูกถามได้อธิบาย หรือพูดถึงแนวความคิดของตัวเองได้อย่างอิสระ

1.10 ข้อมูลประกอบอื่น ๆ และเบื้องหลังการผลิตผลงาน

1. ด้านการเรียน เช่น ข้อมูลที่ได้จาก โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ มาใช้ประโยชน์ในการเรียนได้ เป็นข้อมูลหรือความรู้เพิ่มเติม

2. ด้านการติดต่อสื่อสาร เช่น ถ้าเรามีข้อมูล เราสามารถที่จะสนทนาพูดคุย หรือบอกเรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้อื่นได้

3. ด้านการตัดสินใจ เป็นการใช้ช่วยให้เราตัดสินใจต่าง ๆ ได้ดีขึ้น 2. ด้านการติดต่อสื่อสาร เช่น ถ้าเรามีข้อมูล เราสามารถที่จะสนทนาพูดคุย หรือบอกเรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้อื่นได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s