New Center

กรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นเเจ้งข้อกล่าวหา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ พวกรวมอีก 3 คน กรณีทุจริตโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ภายใต้โครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 ในวงเงินงบประมาณ 5,300 ล้านบาท ก่อนเรียกรับทราบข้อกล่าวหา 15 พฤศจิกายนนี้

12 พฤศจิกายน 2555 เวลา 13:28 น. VOICEtvนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงข่าวสรุปความคืบหน้า กรณีทุจริตโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษา หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคำร้องเรียนให้มีการสืบสวนสอบสวน กรณี ทุจริตโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ภายใต้โครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 ในวงเงินงบประมาณ 5,300 ล้านบาท

ล่าสุดการสอบสวนได้เสร็จสิ้นแล้ว คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้สรุปสำนวนคดีพิเศษ โดย กล่าวหานายชินวรณ์ บุญยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายเจี่ยง วงศ์สวัสดิ์สุริยะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา และนายบำรุง อร่ามเรือง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับความเสียหาย

โดยมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดสนิทสนมหรือพวกพ้องของรัฐมนตรีเป็นคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในการจัดหาครุภัณฑ์ ให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง จัดซื้อครุภัณฑ์ ที่มีราคาแพงเกินความจริง เช่น ครุภัณฑ์ห้องปฏิบัติการไฟฟ้าพื้นฐาน ราคาประมาณเพียงชุดละ 1ล้านบาท แต่ตั้งราคาสูงถึง 3 ล้านบาทและจัดซื้อ 19 ชุด เป็นเงินกว่า 57 ล้านบาท ผู้ขายมีกำไรกว่า38 ล้านบาท หรือครุภัณฑ์ที่จัดสรรให้วิทยาลัยไม่มีคุณภาพ และไม่เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ไม่ได้สำรวจความต้องการครุภัณฑ์ของสถานศึกษาที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการเรียนการสอน แต่จัดครุภัณฑ์ไปให้โดยที่สถานศึกษาไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดสเป็กและไม่ตรงกับวิชาการเรียนการสอน หรือยังไม่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับครุภัณฑ์นั้นทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คน เข้าชี้แจงแสดงหลักฐาน กับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เวลา 09.00น. ด้วย

2012-08-16 21:27:56 หลังจากที่สำนักข่าวที-นิวส์ทำการเปิดประเด็นร้อนภายในบริษัททีโอทีจำกัดมหาชน กรณีการจัดเช่าวงจรเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ โดยจากการทำงานในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ทำให้ทีมข่าวสามารล้วงลึกไปถึงการใช้งบประมาณของบริษัททีโอที ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายเครือข่ายกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ครอบครองผลประโยชน์อันมหาศาลของทีโอทีได้เลยทีเดียวและเพื่อให้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นเราจะย้อนกลับไปตรวจสอบที่มาของเรื่องนี้กันอีกครั้ง การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศหรือ Internationnal internet bandwit ผ่านเส้นใยแก้วนำแสง คือวิวัฒนาการของยุคใหม่อย่างแท้จริง ในการให้บริการผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง หรือที่เรียกว่าการต่อเชื่อมวงจรอินเตอร์เน็ตออกสู่ต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ให้บริการแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นทีโอที ทีทีแอนด์ที ดีแทค เอไอเอส ทรูและอีกหลายๆเจ้ามีการแข่งดันเพื่อตอบสนองการใช้บริการเข้าสู่อินเตอร์เน็ตต่างประเทศของลูกค้ากันอย่างหนัก วิธีการพัฒนาถือเป็นรูปแบบตายตัวในการเช่าสัญญาณเชื่อมต่อของบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งถ้าผู้ให้บริการเจ้าไหนสามารถเพิ่มขนาดความเร็วของข้อมูลได้มากกว่า ก็มีโอกาสสูงที่จะให้บริการอินเตอร์เน็ตต่างประเทศด้วยความเร็วที่มากกว่า แต่การเพิ่มขนาดของความเร็วนั้นก็จะต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่าเช่าสัญญาณที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยข้อมูลจากเนคเทคระบุว่า ปัจจุบันทีโอที มีปริมาณความเร็วของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต คือ 4 G กับ 120 G หรือรวม 124 G True Internet อยู่ที่ 31 G กับ 32.9G และอีก 45m. หรือรวม 63.9G กับอีก 45m. หมายความว่าทีโอทีมีขนาดความเร็วอินเตอร์เน็ตต่างประเทศมากกว่าทรูถึง60.1 G หรือหมายความว่าการให้บริการอินเตอร์เน็ตของทีโอทีก็ควรที่จะมีประสิทธิภาพหรือความเร็วมากกว่าทรูเกิน1เท่าตัว แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ว่าด้วยการให้บริการอินเตอร์เน็ตระหว่างทรูกับทีโอที หากพิจารณาตามข้อมูลเบื้องต้น ย่อมสรุปว่าอินเตอร์เน็ตต่างประเทศของทีโอทีจะต้องมีความเร็วกว่าทรู แต่ก็ยังต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นร่วมด้วยอย่างเช่นจำนวนผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของทรูและทีโอทีว่ามีจำนวนมากน้อยต่างกันอย่างไร

ทีโอทีมีลูกค้า เอดีเอสแอล 1.3 ล้านราย ลูกค้า เช่าอินเตอร์เน็ต 1 หมื่นรายทรู มีลูกค้าเอดีเอสแอล 1.3 ล้านราย ลูกค้าเช่าอินเตอร์เน็ต 3 หมื่นราย พิจารณาตามนี้ ทีโอที กับทรู มีผู้ใช้บริการในจำนวนที่ใกล้เคียงกันมาก หมายความว่าการให้บริการอินเตอร์เน็ตของทีโอทีก็ควรที่จะมีประสิทธิภาพหรือความเร็วมากกว่าทรู เพราะมีขนาดความเร็วของอินเตอร์เน็ตต่างประเทศมากกว่าทรู แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณาข้อมูลพื้นฐาน จำนวนผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของทีโอทีกับทรู ซึ่งมีตัวเลขใกล้เคียงกันที่ 1.3 ล้านราย ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า โดยหลักการแล้ว อินเตอร์เน็ตของทีโอทีก็จะต้องมีความเร็วมากกว่าทรู ทีโอทีมีลูกค้า เอดีเอสแอล 1.3 ล้านราย ลูกค้าเช่าอินเตอร์เน็ต 1 หมื่นรายทรู มีลูกค้าเอดีเอสแอล 1.3 ล้านราย ลูกค้าเช่าอินเตอร์เน็ต 3 หมื่นราย

อย่างไรก็ตามหากยกตัวอย่างว่าอินเตอร์เน็ตของทีโอทียังมีความล่าช้ากว่าอินเตอร์เน็ตของทรู ในฐานะคู่แข่งขันทางธุรกิจ ทีโอที ก็จะต้องเพิ่มปริมาณอินเตอร์เน็ตให้มีปริมาณมากยิ่งขึ้น ซึ่งการจะเพิ่มปริมาณความเร็วนี้ ก็จะต้องมีการเปิดประมูลเช่าสัญญาณวงจรอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้ทีโอทีได้มีการจัดหาวงจรสื่อต่างประเทศสารและวงจรต่อผ่านอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ โดยการเช่ามาตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 โดยการเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ให้บริการวงจรสื่อสารและวงจรต่อผ่านอินเตอร์เน็ตเข้ามาแข่งขันเสนอราคาต่อทีโอที เป็นการทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมา ทีโอที มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่รับผิดชอบในการดูแลและจัดหาวงจรสื่อสารและวงจรต่อผ่านอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ และผลจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น มีข้อสังเกตว่า ทีโอที ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดหา มาเป็นการเชิญชวนผู้ให้บริการเฉพาะราย ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศมาเลเซียเกือบทั้งหมด ประกอบด้วย บริษัท Telecom Malaysia บริษัท Fibercomm บริษัท Global บริษัทFiberrail บริษัท Transit Communications เท่านั้น ซึ่งการเชิญชวนดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.เป็นการจำกัดการแข่งขันและมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ ทีโอที จะต้องจ่ายค่าเช่าวงจรในราคาที่สูงกว่าปกติและสูงกว่าราคาตลาดเป็นอย่างมาก

2.บริษัท เทเลคอมมาเลเซีย บริษัท Fibercomm บริษัทFiberrail เป็นบริษัทที่มีการจัดตั้งบริษัท อยู่ในข่ายของ “ผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ.2535 ดังนี้

-บริษัทTelecom Malaysia ถือหุ้น Fibercomm จำนวน 51%

-บริษัทTelecom Malaysia ถือหุ้น Fiberrail จำนวน54%

ในทางธุรกิจการเช่าวงจรอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศของทีโอทีจะต้องใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุดกับประสิทธิภาพของการให้บริการที่ได้รับ โดยเฉพาะเรื่องราคา ซึ่งโดยทั่วไป ทีโอทีก็จะต้องพยายามเช่าสัญญาณวงจรอินเตอร์เน็ตให้มีราคาถูกที่สุดและดีที่สุด

ความหมายโดยทั่วไปของคำว่า การประมูล หมายถึง การเสนอซื้อเสนอขายสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่เข้ามาแข่งขันกันเสนอราคาในช่วงเวลาที่กำหนด ตามความหมายของคำว่าประมูลดังกล่าว ทีโอทีก็จะต้องเปิดให้มีการแข่งขันให้มากที่สุด เพื่อให้บริษัทที่เข้ายื่นประมูลแต่ละรายทำการแข่งขันเสนอราคาให้ต่ำที่สุด แต่ถ้าหากว่า ทีโอทีเปิดประมูลแล้ว แต่บริษัทที่เสนอตัวเข้าแข่งขันเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกัน ก็จะทำให้ทีโอทีเสียเปรียบทันที เพราะบริษัทเหล่านี้ก็จะรู้ราคาการประมูลของกันเป็นอย่างดี จึงทำให้ทีโอทีอาจจะต้องจ่ายเงินเช่าสัญญาณวงจรอินเตอร์เน็ตแพงกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งในข้อมูลของกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจของทีโอที ที่นำไปยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ก็ปรากฎรายชื่อของบริษัทที่ทำการประมูลวงจรอินเตอร์เน็ตครั้งล่าสุดกับทีโอทีประกอบไปด้วย

1.บริษัท Telecom Malaysia

2.บริษัท Fibercomm

3.บริษัท Global

4.บริษัทFiberrail

5.บริษัท Transit Communications

ทั้ง 5 บริษัทนอกจากจะเป็นบริษัทสัญชาติมาเลเซียทั้งหมดแล้ว ขณะที่บริษัท บริษัท เทเลคอมมาเลเซีย บริษัท Fibercomm บริษัทFiberrail ก็เป็นบริษัทที่มีการจัดตั้งบริษัท อยู่ในข่ายของ “ผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ.2535 ดังนี้

-บริษัทTelecom Malaysia ถือหุ้น Fibercomm จำนวน 51%

-บริษัทTelecom Malaysia ถือหุ้น Fiberrail จำนวน54%

เป็นไปได้อย่างไรที่ทีโอทีจะทำการเปิดประมูลเพื่อให้บริษัทตกไปอยู่ในความเสี่ยงถึงขนาดนั้น แต่ในท้ายที่สุดเมื่อมีการเปิดประมูลขึ้น ผลที่ลงเอยก็คือ ตัวเลขการประมูลที่ผิดปกติจริงๆ ตามต่อในตอนต่อไป

ปัญหาเยาวชนกับยาเสพติดในพื้นที่ปทุมธานี

โครงสร้าง

เริ่มด้วยการเกริ่นเนื้อเรื่อง คือปัญหาของยาเสพติด หลังจากนั้นจะเป็นข้อมูลของงานทั้ง 8 กลุ่ม เริ่มที่ จุดอันตรายในพื้นที่เสี่ยงจังหวัดปทุมธานี, ยาไอซ์และแนวโน้มความนิยมของวัยรุ่น, เส้นทางอาชญากรรมเยาวชนอาชีวะ, ข้าราชการที่พัวพันกับยาเสพติด, แพะรับบาป, งบประมาณเงินอุดหนุนด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด, โครงการค่ายบำบัดฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด และสถานบำบัดผู้ติดยาเสพติด

 Rewrite ปัญหาเยาวชนกับยาเสพติดในพื้นที่ปทุมธานีปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในประเทศไทย และดูเหมือนว่ารัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมาจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จและไม่เคยปราบปรามไปได้หมดเลยสักครั้ง

 จังหวัดปทุมธานีก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีอัตราการเกิดคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเยอะมาก เนื่องจากจังหวัดปทุมธานีนั้นเป็นบริเวณปริมณฑลและอยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานครฯ จึงมีคดีมากมายที่เกี่ยวกับยาเสพติดเกิดขึ้นที่นี้ ส่วนหนึ่งคงมาจากจังหวัดปทุมธานีเองเป็นพื้นที่ที่เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด จึงกลายเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่จะเห็นข่าวคราวเกี่ยวกับยาเสพติดบ่อยมาก

จังหวัดปทุมธานีเองเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงในการที่จะพบเจอปัญหายาเสพติดมากที่สุดอีกจังหวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ 7 อำเภอ คือ 1. อำเภอเมืองปทุมธานี สภาพปัญหาที่พบคือ การค้า และแพร่ระบาด 2. อำเภอคลองหลวง สภาพปัญหาที่พบคือ มีการลำเลียง พักยา การค้าและ แพร่ระบาด 3. อำเภอธัญบุรี สภาพปัญหาที่พบ คือ มีการลำเลียง พักยา การค้า และการแพร่ระบาด 4. อำเภอลำลูกกา สภาพปัญหา ที่พบคือ มีการลำเลียง การค้า แพร่ระบาด 5. อำเภอลาดหลุมแก้ว สภาพปัญหาที่พบคือ มีการลำเลียง การค้า แพร่ระบาด 6. อำเภอสามโคก สภาพปัญหาที่พบคือ มีการลำเลียง การค้า แพร่ระบาด 7. อำเภอหนองเสือ สภาพปัญหาที่พบคือ การค้า และแพร่ระบาด ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จำเป้ฯที่จะต้องจับตาเผ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อำเภอคลองหลวง ที่มีสถานศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่มีจำนวนนักศึกษาอยู่มาก จึงมีความเสี่ยงและเป็นพื้นที่อันตรายมากที่สุด

สำหรับยาเสพติดที่มีความเสี่ยงว่าจะมีแนวโน้มการเสพเพิ่มมากขึ้นคงจะเป็น “ยาไอซ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักศึกษา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเขตพื้นที่อำเภอคอลงหลวงที่มีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาถึง 2 สถาบันนั้น เนื่องจาามีความเชื่อที่ว่าการเสพยาไอซ์จะทำให้ผอม ผิวสวย ขาวใสและหุ่นดีขึ้น ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ เพราะนอกจากยาไอซ์จะมีราคาสูงถึงกรัมละ 2,000 – 4,000 บาทแล้ว ยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากกว่าคนทั่วไปอีกหลายเท่าตัว

ซึ่งจากการพบว่ามีการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่มีจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จะพบว่าล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่พักอาศัย ห้างสรรพสินค้าแสถานที่ที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมพบปะสังสรรค์กัน เมื่อเกิดการรวมกลุ่มกันแล้วก็จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ซึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีก็คือ การทะเลาะวิวาทและยกพวกตีกันของกลุ่มเยาวชน แต่ที่น่าแปลกใจก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มเยาวชนเหล่านั้น มักจะมีอาวุธปืนเข้ามาด้วยเสมอ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมเยาวชนเหล่านั้นถึงสามารถพกพาอาวุธปืนได้ หรือว่ามันสามารถหาได้ง่ายดายมาก

สาเหตุอย่างหนึ่งที่คงพอจะเป็นคำตอบสำหรับเรื่องเหล่านี้ได้ก็คงหนีไม่พ้นยาเสพติด การเดินทางเข้าสู่เส้นทางนั้นก็เริ่มต้นจากการนำเงินไปซื้อยาเสพติดให้กับคนรู้จัก หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการหาเงินจากทางด้านอื่น ๆ อย่างเช่น การพนัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนันฟุตบอล ซึ่งสามารถพบเจอได้ง่ายมาก หากเลวร้ายไปกว่านั้นก็คือการเป็นโจร เริ่มจากการหาเงินโดยการขโมยทรัพย์สินของคนในครอบครัว และไปจนถึงการขโมยของผู้อื่น เพื่อหาเงินมาเสพยาเสพติดหรือซื้ออาวุธปืนไว้ในครอบครอง โดยอาจจะซื้อได้จากกลุ่มคนในวงการที่ทำเรื่องผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน

เมื่อมีการพบปะพบเจอกับกลุ่มคนมากมายที่เกี่ยวข้องกันในเรื่องยาเสพติดมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาก็คือการเข้าไปพัวพันกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นข้าราชการในพื้นที่นั้น อย่างเช่น อบจ. หรือข้าราชการทหารหรือตำรวจ โดยที่ส่วนใหญ่ที่พบและสามารถจับกุมได้นั้นจะพบมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท โดยกลุ่มข้าราชการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการกระทำผิดที่เกิดจากเยาวชนทั้งสิ้น

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการแจ้งเข้ามาอีกว่าในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีนั้น พบว่ามีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่หักเงินงบประมาณในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดสูงถึง 30% ทำให้งบประมาณที่ลงไปสู่พื้นที่จริง ๆ นั้นเหลือน้อยลง และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เพราะนอกจากงบประมาณไม่เพียงพอแล้ว ผู้มีอำนาจเองก็ยังให้การสนับสนุนการกระทำผิดเหล่านี้อีกด้วย

เมื่อหน่วยงานมีสีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดแล้ว ย่อมแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่เองก็ต้องทำหน้าที่ในการรักษาความถูกต้องอีกด้วย เมื่อหน้าที่ทั้ง 2 ขัดแย้งกัน สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ การทำให้เรื่องผิดกลายเป็นถูก โดยการหาแพะรับบาปในการโยนความผิดที่เกิดขึ้น และกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดก็คือกลุ่มของเยาวชนที่หลงผิดได้ง่าย สิ่งยั่วยุต่าง ๆ ก็มีเยอะแยะมากมาย นอกจากนั้นแล้วในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีนั้น กลุ่มที่มีความเสี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของแรงงานต่างชาติ ที่ชอบรวมกลุ่มกันมั่วสุม จึงเป็นที่มาที่ว่าทำไมตำรวจจึงชอบจับแรงงานต่างด้าวในข้อหาค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะผิดจริงหรือไม่มีความผิดใด ๆและเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นมานั้น รัฐบาลเองก็ได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามแต่ละพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่มีความจำเป้ฯเป็ฯอย่าวงมากก็คือเรื่องของเงินงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยได้จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งและกำจัดยาเสพติดให้หมดไปถึงแม้ว่าจะมีการโกงเงินงบประมาณที่รัฐบาลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันบ้าง แต่งบประมาณอันน้อยนิดที่ไปถึงผู้ปฏิบัติงานก็แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ไม่หมดอยู่ดี ในปีหนึ่ง ๆ รัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินไปกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวถึง 2,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มหาศาล แต่ก็ยังมาสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างจริงจังอยู่ดีและแน่นอนว่าเงินงบประมาณที่ได้มานั้นส่วนหนึ่งก็ถูกนำมาใช้ในการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ซึ่งในจังหวัดปทุมธานีเองก็คือ ค่ายบำบัดฟื้นฟูสรรถภาพผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดลาดหลุมแก้ว เป็นศูนย์ควบคุมแห่งเดียวในสังกัดกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ตั้งอยู่เลขที่ 99 หมู่ 3 ตำลบคูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีเป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐานด้านการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของบุคลากรตามกฎหมาย บังคับบำบัดภาย ในปี พ.ศ.2556 โดยมีพันธกิจหลักคือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอย่างมีมาตรฐาน ส่งเสริมและสนับสนุนการนำครอบ-ครัวและเครือข่ายชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูฯสงเคราะห์ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ทั้งในระหว่างและหลังพ้นการฟื้นฟูฯ ซึ่งสะดวกต่อเยาวชนที่กระทำผิดและต้องการเข้ารับการบำบัด เพราะที่ศูนย์แห่งนี้เคยทำการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดห้ออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติแล้วถึงจำนวน 1,574 คน

นอกจากโครงการบำบัดฟื้นฟูของค่ายบำบัดฟื้นฟูสรรถภาพผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดลาดหลุมแก้วแล้ว ยังมีสถานบำบัดผู้ติดยาอื่น ๆ อีกมามายในเขตพื้นที่ปทุมธานี บำบัดรักษา คือ รพ.คลองหลวง ,รพ.ธัญญารักษ์ ,รพ.ธัญบุรี ,รพ.ปทุมธานี ,รพ.ประชาธิปัตย์ ,รพ.ลาดหลุมแก้ว ,รพ.ลำลูกกา ,รพ.สามโคก ,รพ.หนองเสือ ,รพ.รังสิต ,คลินิกพิศาลบุตร ,และศูนย์ฟื้นฟูชีวิตผู้ติดยาเสพติดคอมมูนิต้าอินคอนโทร ซึ่งผู้ที่เข้ามารับการบำบัดนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ กลุ่มผู้ที่มีความสมัครใจจะบำบัดและไม่สมัครใจบำบัด ซึ่งระยะในการบำบัดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าเป็นอย่างไร มีอาการแทรกซ้อนหรือมีอาการทางจิตร่วมด้วยหรือไม่ปัจจุบัน “การบำบัดรักษา” ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่บุคคลใกล้ชิด ควรแนะนำกับผู้ป่วยยาเสพติด ไม่เพียงดีกับสุขภาพ แต่ยังรวมถึงอนาคตที่จะมีโอกาสกลับคืนสู่สังคมไปใช้ชีวิตตามปกติด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ยาเสพติดเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวอย่างมาก ถึงแม่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับผู้ที่ไม่ได้เสพหรือค้า แต่หากมองให้ลึกซึ้งมันก็อยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยงก็คือเหล่าเยาวชน เพราะในจังหวัดปทุมธานีนั้นมีสถานศึกษาและหอพักอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญและดูแลเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสังคมอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกด้วย

ละคร ” แรงเงา ”

This slideshow requires JavaScript.

จากกรณีเหตุการณ์เศร้าสลด เด็กวัย 8 ขวบ ผูกคอตาย โดยเบื้องต้นคาดว่าเกิดจาก พฤติกรรมเลียนแบบละครแรงเงา และรายการคนอวดผี ซึ่งมีหลายฝ่ายออกมา วิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพื่อสะท้อนความคิด เห็นของสังคมไทย “ประสานมิตรโพล” คณะสังคม ศาสตร์ มศว ได้ทำการสำรวจความ คิดเห็นของ ผู้ปกครอง จำนวน 184 คน เยาวชน จำนวน 532 คน และประชาชนทั่วไป จำนวน 478 คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,194 คน ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2555

เด็กอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์/นึกสนุก/อยากลองอยากทำตาม 38.14% สาเหตุน่าจะเกิด จากการปล่อยให้บุตรหลานดูทีวีตามลำพัง โดยไม่มีผู้ปกครองให้คำแนะนำ หรือให้การ ดูแลอย่างใกล้ชิด 34.88% เด็กอาจจะมีปัญหาอื่นๆ เช่น ทะเลาะกับเพื่อน เครียด สุขภาพจิต 20.11% สื่ออาจมีผลอยู่บ้าง เพราะมีเนื้อหารุนแรง มีตัวอย่างให้เห็น 4.56% อื่นๆ เช่น สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็ก, การใช้เวลาว่างของเด็กที่ไม่เกิด ประโยชน์ เป็นต้น 2.32% สำหรับการกำหนดเรตติ้งของรายการหรือละครโทรทัศน์ ผู้ปกครอง เยาวชน และประชาชน คิดว่า ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคม ปัญหาการ ลอกเลียนแบบที่เกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด? เชื่อช่วยลดปัญหาได้พอสมควร 38.29% ไม่น่าจะช่วยลดปัญหาได้ 31.79% ลดปัญหาไม่ได้เลย 24.27% ช่วยลดปัญหาได้มาก 5.64%

ผู้ปกครอง เยาวชน และประชาชน เห็นว่า การนำเสนอพฤติกรรมความรุนแรงใน ละครโทรทัศน์ มีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชนมากน้อยเพียงใด? มีผลบ้าง 51.69% เพราะเด็กเห็นเป็นตัวอย่าง, หากผู้ปกครองไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด หรือมีปัญหาครอบครัว อาจทำให้เด็กติดสื่อหรือละครแล้วแสดงพฤติกรรมเลียนแบบได้ง่าย ฯลฯ มีผลมาก 36.10% เพราะเด็กเกิดการเรียนรู้และมีพฤติกรรมเลียนแบบได้ง่าย, เด็กไม่สามารถ แยกแยะเรื่องจริงกับละครเองได้, สื่อมีอิทธิพลและมีผลอย่างมากกับ เยาวชนที่ขาดการ ดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ฯลฯ ไม่ค่อยมีผล 9.32% เพราะ มีเรตติ้งระบุชัดเจนว่า ละครไม่เหมาะสำหรับเด็กต่ำกว่า 13 ปี, พฤติกรรมในละครมีให้เห็นอยู่ในสังคมทั่วไป, ถ้าผู้ปกครองดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีคงไม่เกิดเรื่องขึ้น ฯลฯ ไม่มีผลเลย 2.88% เพราะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะมาจากการดูละครเพียงอย่างเดียว อาจมีเหตุผลอื่นประกอบด้วย ฯลฯ

สิ่งที่ เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชน ต้องการให้ “หน่วยงานภาครัฐ” ควรปฏิบัติดังนี้ ตรวจสอบ/ควบคุมเนื้อหาก่อนออกอากาศ ดูแลสื่ออย่างเข้มงวด 38.58% รณรงค์ให้เยาวชน ผู้ปกครองและประชาชนรู้เท่าทันสื่อ และควรเชิญสื่อมาร่วมให้ความรู้ คำแนะนำด้วย 23.14% ควรกำหนดเวลาฉายละครหลังข่าวใหม่/ควรย้ายไปเวลาดึกกว่านี้ 19.44% กำหนดบทลงโทษผู้จัดละครหรือสถานีโทรทัศน์ที่ฝ่าฝืนอย่างเข้มงวดและจริงจัง 18.84%

สิ่งที่ เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชน ต้องการให้ “ผู้จัดละคร/สถานีโทรทัศน์” ควรปฏิบัติดังนี้ ควรนำเสนอละครที่มีสาระประโยชน์ สอดแทรกเนื้อหาที่มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างของเยาวชนให้มากกว่านี้ 30.71% ละครที่มีเนื้อหารุนแรง ควรมีคำเตือน คำแนะนำปรากฎขึ้นระหว่างออกอากาศ 25.65% ควรลด /ตัดฉาก หรือเซนเซอร์ภาพที่มีพฤติกรรมความรุนแรงให้เหลือน้อยที่สุด 25.30% มีสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม /ผลที่เกิดขึ้นภายหลังละครออกอากาศ 18.34% สิ่งที่ เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชน ต้องการให้ “ผู้ปกครอง” ควรปฏิบัติดังนี้ ควรสอดส่อง หรือสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอ 30.09% ควรมีเวลาดูแล เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด/อบรมสั่งสอนบุตรหลานให้มากขึ้น 28.85% ควรเลือกรายการที่มีสาระ มีเนื้อหาสร้างสรรค์ให้บุตรหลาน 25.03% ไม่ควรปล่อยให้เด็กดูทีวีตามลำพัง ควรให้คำชี้แนะหรือนั่งดูพร้อมผู้ปกครอง ละครมีเรตติ้งกำหนดไว้แล้ว ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 16.02%

การนำเสนอละครของเราคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมมาตลอด ว่าละครเรื่องหนึ่งนอกจากความบันเทิง ความสนุกสนานแล้ว ยังต้องมีข้อคิดและสอด แทรกสาระเอาไว้ด้วยเสมอ” 

เรื่องแรงเงาก็เช่นกัน 

”เราสะท้อนเรื่องสถาบันครอบครัวเป็นหลัก” 

โดยถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกตัว ที่เป็น “สีเทา” มีทั้งด้านดีและไม่ดี 

”การดู แรงเงา จึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนที่ต้องย้อนกลับมามองตัวเอง หรือปัญหาในครอบครัว สิ่งเหล่านี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับตัวละคร ที่ต่างก็มีเหตุและผลของตัว “แรงเงา” ไม่ได้เป็นแต่เพียงละครแย่งผัว แย่งเมียหรือสงครามเมียน้อยกับเมียหลวงเท่านั้น 

แก่นหลักของเรื่องชี้ให้เห็นถึงสังคม ไทยที่นับวันจะเป็นสังคมหน้าไหว้หลังหลอก ฉกฉวยโอกาส ยิ่งสังคมมีความเจริญทาง วัตถุมากเท่าไร การพัฒนาทางด้านจิตใจกลับยิ่งถดถอยลง ทุกวันนี้คนไร้ซึ่งความเมตตา ไม่มีคำว่าอภัยให้คนที่ทำผิด และคำนึงถึงประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ตัวละครในเรื่อง จะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นเครื่องมือประหัตประหารมุตตาซึ่งเป็นเหยื่ออันโอชะ มุตตาในฐานะเมียน้อยถูกสังคมตัดสินและลงโทษโดยไม่ถามหาเหตุผล ไม่สนใจว่าเรื่องราวเป็นมา เห็นได้ว่ากระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นดาบสองคม หากนำมาใช้เพื่อทำประโยชน์ก็จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล ในทางกลับกันหากใช้ อย่างไร้ประโยชน์ขาดความระมัดระวัง หรือเพื่อทำร้ายคนอื่น ก็จะส่งผลเสียหายใน วงกว้าง 

ทำไมคนเราทุกวันนี้ถึงเป็นแบบนี้? สาเหตุมาจากการเลี้ยงดูเป็นสำคัญ พ่อ-แม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่ลูก ทิ้งให้อยู่กับสื่อ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยไม่ได้ใส่ใจว่าสิ่งที่ลูกดูอยู่เหมาะสมหรือไม่ หรือการที่ พ่อ-แม่ทะเลาะ ตบตีกันต่อหน้าลูก สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ลูกหนีเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว และหาทางออกให้กับตัวเอง ด้วยการคบเพื่อน คบแฟน หรือพึ่งยาเสพติด ตัวอย่างของ ครอบครัวยุคใหม่ที่ล้มเหลวจะเห็นได้จากครอบครัวของ นพนภา-เจนภพ ที่เลี้ยงลูก ด้วยเงิน ซึ่งเป็นสิ่งสูญเปล่า เพราะการมีจนล้น ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีได้ถึงความสุขใน ครอบครัว 

การเลี้ยงดูที่ให้ความรักลูกไม่เท่ากัน มีให้เห็นถึง 3 ครอบครัวที่เลี้ยงลูก ด้วยวิธีการนี้ ทั้ง มุตตา-มุนินทร์”, นพนภา-เนตรนภิศ และ ต้องกับต่อ ที่ต่างก็อิจฉา ริษยา ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจึงมีช่องว่างและเกิดเป็นศัตรูกันเองอีกประเด็น หนึ่งคือ “แรงเงา” ได้สอดแทรกเรื่องกฎแห่งกรรมไว้ตลอดเวลา การนำเสนอความ รุนแรงก็เพื่อต่อต้านความรุนแรง เราไม่ได้ต้องการยั่วยุให้คนทำตามหรือใช้กำลังตัดสิน ปัญหา เราชี้ให้เห็นถึงการขาดสติ ขาดความยั้งคิดจะนำมาซึ่งผลร้าย ทำสิ่งใดไว้ก็มัก ได้สิ่งนั้นตอบแทน การให้อภัยหรืออโหสิกรรมต่อกันจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง นี่เป็นสิ่งที่ตัวละครจะได้เรียนรู้ ที่สำคัญคนดูสมัยนี้มีสติรู้เท่าทันละคร ไม่ได้ดูเพียง แค่ฉาบฉวย เอาแค่สนุกหรือสะใจ แรงเงา จึงเป็นเสมือนกระจก ที่หากดูละครแล้วย้อน ดูตัว สังคมของเราคงจะน่าอยู่มากกว่าที่เป็นอยู่ได้”

ขณะที่ วิสุทธิชัย บุณยะกาญจน ผู้เขียนบทโทรทัศน์บอกว่านอกจากเรื่องต่างๆ ข้างต้นแล้วเรื่องนี้ยังมีประเด็นของ สิ่งที่เห็นและความจริงภายในอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

คนที่ดูร้ายอาจดี คนที่ดูแสนดี อาจชั่วร้าย เช่น “พร” ที่ดูเป็นหญิงกร้านโลก แต่จิตใจดีงาม ตรงข้ามกับสาวซื่อไร้เดียงสา อย่าง “รัชนก” ที่ภายในชั่วร้ายอย่างคาดไม่ถึง 

”แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งซึ่งละครเรื่องนี้ ต้องการสื่อที่สุดคือ เรื่องของกฎแห่งกรรม เรื่องของเวรระงับได้โดยการไม่ผูกเวร หรืออโหสิกรรม ที่บอกไว้ชัดเจน”

 ละครพูดถึงกิเลส กรรม และวิบากไว้ตลอดเรื่องกิเลส ความอยากทำให้ก่อกรรม กรรมหรือการกระทำนั้นมีผลเป็นวิบาก ซึ่งดำเนินไปเช่นนี้ ไม่จบสิ้น เรื่องกล่าวย้ำอยู่ตลอดว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ และผลของกรรมนั้น รุนแรง และอาจสนองให้เห็นในเวลารวดเร็ว หรือแม้ยังไม่แสดงผล แต่ก็จะติดตาม ไปดังเงาตามตัว “แรงเงา” มีเปลือกเป็นละครตบตี แก้แค้น แต่เนื้อแท้เป็นละคร จิตวิทยาและสะท้อนสังคมถึงเงามืดที่อยู่ในใจและในโลกรอบตัว มีแก่นแท้ คือเรื่องของกรรม

แบบทดสอบที่ 1

1. ให้นักศึกษาเลือกอภิปรายคุณลักษณะของ search engine ของยาฮู กับ search engine ของกูเกิล มาอย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง search engine ทั้งสองมาโดยสังเขป

Yahoo ค้นหาไดเรคทอรีหัวข้อตามโครงสร้างตามลำดับชั้นของตัวเองก่อนและให้รายการ เหล่านั้น จากนั้น ให้รายการจำนวนหนึ่งจาก search engine ของ AltaVista นี่ทำการค้นหาพร้อมกันสำหรับรายงานที่ตรงกับข้อความค้นหากับ search engine อีกหกหรือเจ็ดราย ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงแต่ละรายการจาก Yahoo เพื่อดูว่าผลลัพธ์ จากแต่ละรายของ search engine เหล่านี้ ข้อได้เปรียบสำคัญของ Yahoo search คือถ้าผู้ใช้อยู่ใน Yahoo นี่จะนำไปสู่เว็บไซต์หรือรายการหมวดหมู่ของไซต์ที่สัมพันธ์ กับข้อความค้นหา search.com ค้นหาดัชนี Infoseek ก่อน แต่ให้ผู้ใช้ค้นหา search engine รายใหญ่อื่นด้วยเช่นกัน EasySearcher ให้ผู้ใช้เลือกจาก search engine ที่นิยมกันหรือ รายการเจาะจงของ search engine หรือฐานข้อมูล เฉพาะในจำนวนของฟิลด์Yahoo, search.com และ EasySearcher ทั้งหมดให้ด้วยการเข้าถึงการค้นหา ไซต์พอทัลส่วนใหญ่เสนอกล่องค้นหารายการรวดเร็วที่เชื่อมต่อกับ search engine หลักค้นหาอย่างไร สำหรับ “tip” ในการป้อนข้อความค้นหา ดูแต่ละ search engine เช่น Yahoo นี่เป็นสิ่งที่ดีเพื่ออ่านสารสนเทศอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดย “ค้นหาอย่างไร” หมายถึง วิธีการทั่วไปเพื่อการค้นหา อะไรเป็นสิ่งที่ทำก่อน พยายามกับ search engine จำนวนเท่าไร ถ้าค้นหา USENET newsgroup เมื่อออกมา นี่เป็นสิ่งที่ยากในการทำให้เป็นกฎทั่วไป แต่นี่เป็นวิธีการทั่วไปที่ใช้ใน whatis.com

 1. ถ้ารู้จัก search engine เฉพาะทาง เช่น SearchNetworking ที่ตรงกับหัวข้อ (เช่น เครือข่าย) จะประหยัดเวลาโดยการใช้ search engine นั้น จะค้นหาการเข้าถึงบางฐานข้อมูลเฉพาะทางจาก Easy Searcher

2. ถ้าไม่มี search engine เฉพาะทาง ให้ลองใช้ Yahoo บางครั้งจะพบกับหมวดหัวข้อที่ตรงกับความต้องการ

 3. ถ้า Yahoo ไม่ให้ผลลัพธ์ ให้ลองใช้ AltaVista, Google, Hotbot, Lycos และบาง search engine สำหรับผลลัพธ์ของพวกเขา ขึ้นกับความสำคัญของการค้นหาที่ค้นหา ตามปกติไม่ต้องการตำกว่า 20 รายการแรกของแต่ละ search engine

 4. สำหรับประสิทธิภาพ พิจารณาใช้ ferret ที่จะใช้ search engine จำหนึ่งพร้อม กันสำหรับผู้ใช้

 5. ที่จุดนี้ ถ้าไม่พบสิ่งที่ต้องการ พิจารณาวิธีการไดเรคทอรีหัวข้อเพื่อการค้นหา ดูที่ Yahoo หรือแห่งอื่นที่ใช้การจัดโครงสร้างของหมวดหมู่หัวข้อ และดูว่าสามารถลงสู่หมวดหมู่ ในข้อความหรือวลีที่อาจจะอยู่ในข่าย ถ้าไม่มีผลลัพธ์ นี่อาจจะให้แนวคิดสำหรับ วลีค้นหาใหม่

6. ถ้ารู้สึกว่าจำเป็น ค้นหา Usenet newsgroups และเว็บ

7. ในการค้นหาต่อไป รักษาการคิดข้อความค้นหาใหม่ วิธีการใหม่อะไรที่สามารถใช้ได้? อะไรเป็นหัวข้อใกล้เคียงเพื่อค้นหาสำหรับสิ่งที่อาจจะนำไปสู่ความต้องการแท้จริง?

8. สุดท้าย พิจารณาว่าหัวข้อค้นหานี้เป็นเรื่องใหม่ที่มีให้ไม่มาก ถ้าใช่ อาจจะต้องออก ไปและตรวจสอบกับนิตยสารคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตล่าสุด หรือหาบริษัทที่คิดว่า อาจจะเกี่ยวกับการวิจัยหรือพัฒนาหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Google.com เป็น Search Engine ตัวหนึ่ง (หรือจะเรียก ที่หนึ่ง ก็ได้) ซึ่งหากเราเราจะเรียก แบบบ้าน ๆ ตามประสาคนท่องเว็บแล้ว Search Engine ก็คือ เครื่องมือในการค้นหาข้อมูล บนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง นอกจาก Google แล้วยังมี Search Engine อีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งดัง ๆ ที่เราพอจะคุ้นตาคุ้นหูอยู่บ้างก็อาทิเช่น Yahoo MSN เป็นต้น (ขอแนะนำที่ดัง ๆ เป็นพอ ไม่ดังไม่สน)ซึ่งในปัจจุบันหากให้เดาเพื่อน ๆ คงจะพอเดาถูกว่า Search Engine ที่ดังที่สุด (มีคนใช้เยอะสุด ๆ) ก็คือ Search Engine พระเอกที่ชื่อว่า Google.com นั่นเอง ซึ่งเป็น Search Engine ที่มีคนใช้เยอะมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มีให้บริการมาไม่กี่ปีนี่เอง เปิดบริการมาไม่นาน ก็แซงหน้าขาใหญ่เดิมอย่าง Yahoo ไปชนิดที่เรียกว่ามองแทบไม่เห็นฝุ่น ก็เพราะว่าด้วย รูปแบบที่ใช้งานง่าย และรวดเร็วนั่นเอง แถมเป็นภาษาไทยด้วย ยิ่งถูกใจคนไทยเป็นอย่างยิ่งซึ่งปรากฏการ google ฟรีเว่อร์นี้เอง ที่ทำให้คนส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Webmaster หันมาทำ SEO เจาะที่ Search Engine ที่มีชื่อว่า Google กันอย่างถล่มทะลายพูดไปเรื่องของ SEO แต่ล่ะที่ ที่ดัง ๆ ไปแล้ว เราก็มารู้เรื่องเกี่ยวกับประเภทของ Search Engine กันซักหน่อย ซึ่ง Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้

1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
 หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
 ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กะ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN

 2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้นส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่
แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้
หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล

3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots 
Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐาน ข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ จากประสบการณ์ตรงของผู้ที่ข้องแวะกับ Search Engine ยักใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ ทำให้ได้พบอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ และเชื่อว่าหากเราเข้าใจมันก็ไม่ยากที่จะเข้ามา เล่นในสนามรบแห่งนี้ ลองมาดู กันว่ามีอะไรบ้าง

– Google เป็นคนใจง่าย ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง Google ก็มักจะเก็บเราเป็น ส่วนหนึ่งในใจเขาตั้งแต่แรกพบ ต่างกับ Yahoo ที่กว่าจะรู้จักเราช่างนานเสียจริง

 – Yahoo มองคนที่ชื่อ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างหน้าตาห่วยแค่ไหน หากเพียงชื่อ คุณมันโดนใจ Yahoo ก็มักจะลำเอียงไปหา

 – Google ไม่ชอบให้ใครมาว่าเขา หากคุณได้ลองเขียน blog ขึ้นมา แล้วเว็บนั้น เขียนเรื่องที่ทำให้เขาต้องเสีย เขาจะทำให้คุณหายไปจากความทรงจำ

 – Yahoo รักน้อยๆ แต่รักนานๆ หากรักใครแล้วมักจะไม่ค่อยปล่อยให้หายไปไหน ต่างจากพี่ Google ที่ชอบเด็กใหม่ๆ หากมีมาขอให้ได้ลอง

 – Google นั้นเบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรซ้ำๆ หากคุณไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เอาแต่ทำตามชาวบ้านก็ยากที่เขาจะปลื้ม

 – Yahoo เข้าข้างเพื่อนตัวเองอย่างเห็นได้ชัด หากคุณเช่า Host กับเขาก็เหมือนกับ มีเครื่องยนต์ที่ติดเทอร์โบ

 – Google แยกประเภทของทุกสิ่งออกจากกัน หากเป็น Blog ก็มักจะติดอันดับที่ดีใน Blog search ถ้าอยากเกิดต้องวางแผนให้ดี

 – Yahoo ยังแยกไม่ค่อยออกมว่าอันไหนคือการ spam ต่างจากกับ Google ที่เก่งกาจเรื่องการจับผิดยิ่งนัก หากจะทำก็ต้องระวังโดนบอกเลิก

 – Google เข้าใจได้หลายภาษา เหมือนเตรียมตัวมาเพื่อจีบชาวต่างชาติ หากคุณลอง ค้นหาด้วยคำว่า “บุฟเฟ่ต์” จะเห็นว่า เขาไปทำตัวหนาที่ “buffet” เช่นกัน

 – Google และ Yahoo มีนิสัยไม่อยู่สุข มือไม้ไต่ไปทั่วตามลิงค์ที่เห็น อันไหนที่ยอมให้เสี่ยทั้งสองเข้าไปลูบๆ จับๆ บ่อยครั้ง โอกาสที่เสี่ยจะดันให้เกิดก็มีสูง

หากมาลองเปรียบเทียบระหว่าง Search Engine อย่าง Google และ Yahoo กับมนุษย์เรา ก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง มีการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในระบบนี้ หากเราเข้าใจทุกสิ่งที่เขาต้องการ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การทำ SEO ก็เหมือนกับการอ่อยเหยื่อให้กับ Google และ Yahoo นั่นเอง

2. ให้นักศึกษาวิพากย์ถึงการนำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 มาใช้ในการรายงานข่าวให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2540 กำหนดสิทธิของประชาชนในการได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการพร้อมกับ การกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการให้บริการข้อมูลข่าวสารของราชการแก่ประชาชน โดย คณะรัฐมนตรี และ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้มีมติ กฎกระทรวง และ ประกาศคณะกรรมการฯ กำหนดรายละเอียดให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติด้วยนั้น เพื่อให้การปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ เป็นไป โดยถูกต้องและครบถ้วนตามที่ กฎหมายกำหนด ตามมติคณะรัฐมนตรี และดำเนินการตามกฎกระทรวง ประกาศ และมติของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการ จึงขอเสนอข้อแนะนำสำหรับหน่วยงานของรัฐ เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดังนี้

 ขั้นเตรียมการให้บริการข้อมูลข่าวสารของราชการ หน่วยงานของรัฐ ควรพิจารณาเตรียมการ และดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้

1.1 กำหนดเป็นนโยบายสำคัญ หรือ นโยบายเน้นหนักในปีงบประมาณ 2542-2543 ในการเร่งรัดปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลอย่างจริงจัง สามารถให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารได้อย่างเป็นรูปธรรม

1.2 จัดให้มีโครงการประชุม สัมมนา หรือฝึกอบรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานมีความรู้ความเข้าใจ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ ได้อย่างถูกต้อง

1.3 แต่งตั้งผู้รับผิดชอบ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการเฉพาะ โดยอาจแต่งตั้งบุคคล หรือคณะกรรมการประจำหน่วยงาน เพื่อบริหารงานหรือกำกับกับดูแล

1.4 สร้างระบบจัดเก็บข้อมูล หรือ สำรวจ แก้ไข ปรับปรุง ระบบจัดเก็บข้อมูล ข่าวสารของราชการที่มีอยู่เดิม ให้สามารถทราบถึงวงจรเอกสาร ขั้นตอนการจัดเก็บ ส่วนงานย่อยที่จัดเก็บ และสถานที่จัดเก็บ ให้สามารถค้นหา หรือ หยิบใช้ได้โดยสะดวก หรือให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

1.5 เตรียมบุคลากร สถานที่ และอุปกรณ์ เพื่อการให้บริการข้อมูลข่าว สารแก่ประชาชน สำหรับการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดู ตามมาตรา 9 มีหลักเกณฑ์และวิธีการ (ตามประกาศคณะกรรมการฯ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541) ดังนี้

1.5.1 สถานที่ ต้องเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถใช้ในการค้นหาและ ศึกษาได้โดยสะดวกตามสมควร เช่น ห้องสมุด หรือห้องที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ ซึ่งหน่วยงานของรัฐ มีอยู่แล้ว

1.5.2 กรณีมีความจำเป็น เรื่องสถานที่ หน่วยงานของรัฐ จะแยกข้อมูล ข่าวสารบางส่วนไปเก็บไว้ต่างหาก ณ สถานที่แห่งอื่นก็ได้ แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอำนวย ความสะดวกในการนำข้อมูลข่าวสารที่แยกเก็บไว้ที่อื่นมาให้ประชาชนตรวจดู

 1.5.3 หน่วยงานของรัฐจะจัดข้อมูลข่าวสารไว้ที่ห้องสมุดของหน่วยงานอื่น หรือสถานที่ของหน่วยงานอื่น หรือของเอกชนที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งของ หน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูแทนก็ได้

1.5.4 ต้องจัดทำดรรชนีของข้อมูลข่าวสารที่มีความละเอียดเพียงพอ เช่น หมวดหมู่และชื่อเรื่องของข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาได้เอง

 1.5.5 ในการเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของประชาชน หน่วยงานของรัฐ จะกำหนดระเบียบปฏิบัติเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือความปลอดภัยของหน่วยงานของรัฐก็ได้ ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงความสะดวกของประชาชนด้วย

 1.6 จำแนกประเภทข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยจำแนกข้อมูลทั้งหมดออก เป็นประเภทต่างๆ เพื่อความสะดวกในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ดังนี้

 1.6.1 จำแนกเอกสารประวัติศาสตร์ ออกจากข้อมูลข่าวสารทั้งหมด (มาตรา 26) ซึ่งหมายถึงข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษา หรือ ข้อมูลข่าวสารที่พ้นอายุการเก็บ

1.6.2 จำแนกข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตามคำนิยามในมาตรา 4 เพื่อไปดำเนินการตามมาตรา 23 – 25 ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของ ผู้นั้น หรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึก ลักษณะเสียงของคน หรือรูปถ่าย และรวมถึงข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้ว ด้วย

1.6.3 จำแนกข้อมูลตามวิธีเปิดเผย โดยจำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1) ข้อมูลข่าวสารที่ต้องส่งไปพิมพ์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา (ตามมาตรา 7) ได้แก่

 (1) โครงสร้างการจัดองค์กร และสรุปอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ

 (2) สถานที่ติดต่อขอรับข้อมูลข่าวสาร

 (3) กฎ มติ ค.ร.ม. ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง นโยบาย และการตีความที่มีสภาพอย่างกฎ มีผลบังคับเป็นการทั่วไปแก่เอกชน

 2) ข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจดู ในห้องที่จัดให้บริการข้อมูลข่าวสาร แก่ประชาชน (ตามมาตรา 9)

 (1) ผลการพิจารณาที่มีผลต่อเอกชนโดยตรง

 (2) นโยบาย และการตีความการใช้กฎหมายที่มีผลต่อเอกชน

 (3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณของปีที่กำลังดำเนินการ

 (4) คู่มือหรือคำสั่งที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงาน

 (5) สิ่งพิมพ์ ที่มีการอ้างอิงถึงในราชกิจจานุเบกษา

 3) ข้อมูลข่าวสารที่เตรียมไว้ให้บริการแก่เอกชนเป็นการเฉพาะราย (ตามมาตรา11) คือข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ทั้งหมด หลังจากจำแนกข้อมูลตามข้อ 1.6.1, 1.6.2, 1.6.3 1) และ 1.6.3 2) ออกแล้ว ซึ่งหน่วยงานต้องเก็บรักษาไว้เพื่อการปฏิบัติงานตามภารกิจ แยกได้เป็น 3 ประเภท คือ

(3.1) ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย (ตามมาตรา 14) คือข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้ เกิดความเสียหาย ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

(3.2) ข้อมูลข่าวสารที่อาจไม่ต้องเปิดเผย (ตามาตรา 15) คือข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะ อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงายของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย ก็ได้ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน

 ก. การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระห่างประเทศ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ

 ข. การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม

 ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายใน ดังกล่าว

 ง. การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของ บุคคลหนึ่งบุคคลใด

 จ. รายงานการแพทย์ หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็น การรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร

 ฉ. ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น

(3.3) ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยแก่เอกชนที่มายื่นคำขอ ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงาน เก็บรักษาไว้ โดยไม่มีลักษณะข้อมูลตามาตรา 14 และ มาตรา 15 รวมกับ ข้อมูลที่มีลักษณะ ตามมาตรา 15 แต่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เปิดเผยได้

3.ให้อภิปรายถึงผลกระทบต่อการใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยภายหลังจากที่มีพระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550มีผลกระทบกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โดยทั่วไป เพราะหากท่านทำให้เกิดการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ) ก็อาจจะมีผลกับท่าน และที่สำคัญ คือผู้ให้บริการ ซึ่งรวมไปถึงหน่วยงานต่างๆที่เปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้อื่นหรือกลุ่มพนักงาน/นักศึกษาในองค์กร ท่านมีหน้าที่หลายอย่าง ในฐานะ “ผู้ให้บริการ”ผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 
ในฐานะบุคคลธรรมดาท่านไม่ควรทำในสิ่งต่อไปนี้ เพราะอาจจะเป็นหนทางที่ทำให้ท่าน “กระทำความผิด” ตาม พรบ.นี้ อย่าบอก password ของท่านแก่ผู้อื่น อย่าให้ผู้อื่นยืมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเข้าเน็ต 
 อย่าติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายในบ้านหรือที่ทำงานโดยไม่ใช้มาตรการการตรวจสอบผู้ใช้งานและการเข้ารหัสลับ อย่าเข้าสู่ระบบด้วย user ID และ password ที่ไม่ใช่ของท่านเอง 
อย่านำ user ID และ password ของผู้อื่นไปใช้งานหรือเผยแพร่ 
อย่าส่งต่อซึ่งภาพหรือข้อความ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมาย อย่า กด “remember me” หรือ “remember password” ที่เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ และอย่า log-in เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินที่เครื่องสาธารณะ ถ้าท่านไม่ใช่เซียนทาง computer security 
อย่าใช้ WiFi (Wireless LAN) ที่เปิดให้ใช้ฟรี โดยปราศจากการเข้ารหัสลับข้อมูล 
อย่าทำผิดตามมาตรา 14 ถึง 16 เสียเอง ไม่ว่าโดยบังเอิญ หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 ส่งผลกระทบกับวงการไอทีในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สรุปได้ดังนี้

1. การเตรียมความพร้อมและเตรียมงบประมาณสำหรับจัดเก็น Log

2. พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

3. ความสับสนระหว่าง การใช้ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กับ การใช้ ป. วิอาญาในการดำเนินการขอหมายจับและการจับกุมผู้กระทำผิดที่กระทำผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ของผู้บังคับใช้กฎหมาย

4. ความเข้าใจผิดในการตีความพรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2550 ในเชิงเทคนิค

5. บทลงโทษบางมาตราที่ค่อนข้างอ่อนเกินไป หรือบางมาตราที่มากเกินไป เช่น การยอมความไม่ได้ในมาตราส่วนใหญ่

6. การจัดเก็บ Log File ที่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของพรบ. โดยเฉพาะเรื่องการระบุตัวเป็นรายบุคคล (Accountability)

7. การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและทำความเข้าใจกับพรบ. อาจกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

8.ขาดการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในลักษณะ Hands-on Workshop เช่น Advanced Computer Forensic Workshop หรือ Incident Response and Handling Workshop ให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยการฝึกฝนจาก Workshop จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และ เกิดความแม่นยำในการปฎิบัติงานมากขึ้น รวมทั้งขาดการสนับสนุนพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยควรมีหน่วยงานที่ถาวรมารองรับ

9. ขาดการฝึกอบรมเชิงเทคนิคให้กับ Law Enforcement เช่น ผู้พิพากษา และอัยการ อย่างเพียงพอ ทำให้อาจเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัยเวลาพิจารณาคดีได้

1.ผู้บริหารในหลายองค์กรยังคงเพิกเฉยต่อการจัดเก็บ Log File ตามพรบ.ฯ เนื่องจากคาดว่าคงไม่เกิดการบังคับใช้จริงและการตรวจสอบจากพนักงานเจ้า หน้าที่ที่มีจำนวนจำกัดยังไม่ถูกดำเนินการเป็นกรณีตัวอย่าง

4.นักศึกษาอภิบายถิงเครื่องมือที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตที่สมารถนำมาทำการสืบค้นหาข้อมูลประกอบการรายงานข่าวมาให้เข้าใจการใช้งานงานอินเทอร์เน็ตที่นิยมใช้กันอย่างมาก จะได้แก่การเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อหาความรู้ แต่การเข้าเยี่ยมชมนั้น ในกรณีที่เรารู้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีชื่อว่าอะไร เนื้อหาของเว็บ มุ่งเน้นเกี่ยวกับสิ่งใด เราสาสามารถที่จะเข้าเยี่ยมชมได้ทันที่ แต่ในกรณีที่เราไม่ทราบชื่อเว็บเหล่านั้น แต่เรามีความต้องการที่จะค้นหาเนื้อหาบางอย่าง มีวิธีการจะเข้าสืบค้นข้อมูลได้ โดยการใช้ความสามารถของ Search Engine Search Engine จะมีหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่านั้น ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันทีSearch Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่จะเข้าไปหาข้อโดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยเราจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่จะเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป

 ประเภทของ Search Engine

1. Keyword Index
2. Subject Directories
3. Metasearch Engines Keyword Index เป็นการค้นหาข้อมูล โดยการค้นจากข้อความในเว็บเพจที่ได้ผ่านการสำรวจมาแล้ว จะอ่านข้อความ ข้อมูล ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของเว็บเพจ วิธีการค้นหาของ Search Engine ประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับข้อมูลก่อนหลัง การค้นหาข้อมูล โดยวิธีการเช่นนี้จะมีความรวดเร็วมาก แต่มีความละเอียดในการจัดแยกหมวดหมู่ ของข้อมูลค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร แต่ถ้าต้องการแนวทางด้านกว้างของข้อมูล การค้นหาแบบนี้จะเหมาะสมที่สุด เว็บที่ให้บริการ Search Engine แบบ Keyword Index ได้แก่เว็บ

Subject Directories การจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล Search Engine ประเภทนี้ จะจัดแบ่งโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยการจัดแบ่งแบบนี้จะใช้คนพิจารณาเว็บเพจ แต่ละเว็บ แล้วทำการจัดหมวดหมู่ โดยจะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนจัดหมวดหมู่แต่ละคนว่าจะจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ อยู่ในกลุ่มของอะไร ดังนั้นฐานข้อมูลของ Search Engine ประเภทนี้จะถูกจัดแบ่งตามเนื้อหาก่อน แล้วจึงนำมาเป็นฐานข้อมูลในการค้นหาต่อไป

 Metasearch Engines จะเป็น Search Engine ที่ใช้ในการค้นหาเว็บ ด้วยตัวของ Search Engine แบบ Metasearch Engines เองแล้ว แต่ที่เด่นกว่านั้นคือ Search Engine แบบ Metasearch Engines จะยังสามารถเชื่อมโยงไปยัง Search Engine ประเภทอื่นๆ เพื่อเรียกดูข้อมูลที่ Search Engine อื่นๆ ค้นพบ โดยสังเกตได้จากจะมีคำว่า [Found on Google, Yahoo!] ต่อทางด้านท้าย นั้นก็หมายความว่าการค้นหาข้อความนั้นๆ มาการเชื่อมโดยไปค้นข้อมูลจาก เว็บ Google และ Yahoo

แต่การค้นหาด้วยวิธีนี้มีจุดด้อย คือ วิธีการนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของ ตัวอักษรและมักจะไม่ค้นหาคำประเภท Natural Language (ภาษาพูด) และที่สำคัญ Search Engine แบบ Metasearch Engines ส่วนมากไม่รองรับภาษาไทย

การสืบค้นข้อมูลแบบใช้คีย์เวิร์ด การสืบค้นแบบใช้คีย์เวิร์ด ใช้ในกรณีที่ต้องการค้นข้อมูลโดย ใช้คำที่มีความหมายตรงกับความต้องการ โดยมากจะนิยมใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียง กับเนื้อเรื่องที่จะสืบค้นข้อมูลการสืบค้นข้อมูลภาพ ในกรณีที่นักเรียนต้องการที่จะค้นหาข้อมูลที่เป็นภาพ เพื่อนำมาประกอบ กับรายงานการบันทึก หลังจากที่มีการสืบค้นข้อมูล ในกรณีที่ถูกใจเนื้อหาของเว็บที่สืบค้น และต้องการจะเก็บบันทึกข้อมูลที่ค้นพบเก็บไว้ มีวิธีการบันทึกข้อมูลได้หลายวิธี ได้แก่ การบันทึกชื่อเว็บ (Favorites) การบันทึกภาพ (Save as Picture) การบันทึกเนื้อหาที่เป็นตัวอักษร (Copy) การบันทึกเว็บเก็บไว้ (Save as) การบันทึกชื่อเว็บ (Favorites)

5 ให้อภิปรายถึงคุณประโยชน์ของการนำเอาโปรแกรม Excels มาใช้ในการจัดเตรียมข้อมูลโดยสังเขป

ประโยชน์หลัก 10 ประการของ Excel

1. OFFICE EXCEL 2007 มีส่วนติดต่อผู้ใช้ MICROSOFT OFFICE FLUENT ที่จะช่วยให้คุณค้นหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเมื่อคุณต้องการใช้ได้ ค้นหาเครื่องมือที่คุณต้องการเมื่อจำเป็นต้องใช้โดยใช้ส่วนติดต่อผู้ใช้ OFFICE FLUENT ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ใน OFFICE EXCEL 2007 โปรแกรม OFFICE EXCEL 2007 จะแสดงคำสั่งที่เหมาะสมทันที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตารางหรือการเขียนสูตร โดยขึ้นอยู่กับงานที่คุณต้องการทำ

2. นำเข้า, จัดเรียง และค้นหาชุดข้อมูลจำนวนมากภายในกระดาษคำนวณที่ขยายขึ้นอย่างมาก ทำงานกับข้อมูลจำนวนมากใน Office Excel 2007 ซึ่งรองรับกระดาษคำนวณซึ่งมีมากถึง 1 ล้านแถว และ 16,000 คอลัมน์ นอกจากนั้น Office Excel 2007 ยังสนับสนุนแพลตฟอร์ม ตัวประมวลผลแบบมัลติคอร์เพื่อการคำนวณสูตรกระดาษคำนวณที่รวดเร็วขึ้น

3. ใช้กลไกการสร้างแผนภูมิที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดของ Office Excel 2007 ซึ่งจะช่วยให้คุณสื่อสารการวิเคราะห์ในแผนภูมิที่มีรูปลักษณ์แบบมืออาชีพ สร้างแผนภูมิที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพอย่างรวดเร็วด้วยเพียงไม่กี่คลิก โดยใช้เครื่องมือสร้างแผนภูมิในส่วนติดต่อผู้ใช้ Office Fluent นำการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการแสดงภาพที่หลากหลายไปใช้กับแผนภูมิของคุณ เช่น ลักษณะพิเศษ 3 มิติ, การแรเงาแบบจาง และความโปร่งใส สร้างและโต้ตอบกับแผนภูมิด้วยวิธีเดียวกันนี้ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงโปรแกรมประยุกต์ที่คุณใช้อยู่ เนื่องจากกลไกการสร้างแผนภูมิของ Office Excel 2007 จะเหมือนกับใน Microsoft Office Word 2007 และ Microsoft Office PowerPoint 2007

4. พบการสนับสนุนการทำงานกับตารางที่มีประสิทธิภาพและดียิ่งขึ้น สร้าง จัดรูปแบบ ขยาย และอ้างอิงถึงตารางภายในสูตร เนื่องจาก Office Excel 2007 ได้พัฒนาการสนับสนุนตาราง ที่ปรับปรุงขึ้นอย่างมาก เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในตาราง ขนาดใหญ่ Office Excel 2007 จะคงส่วนหัวของตารางให้อยู่ในหน้าจอในขณะ ที่คุณเลื่อนดูข้อมูล

5. สร้างและทำงานกับมุมมอง PivotTable อย่างง่ายดาย มุมมอง PivotTable ทำให้คุณสามารถไปยังข้อมูลของคุณอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วเพื่อ ตอบคำถามที่หลากหลาย ค้นหาคำตอบที่คุณต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างและ ใช้มุมมอง PivotTable ได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยการลากเขตข้อมูลที่คุณต้องการให้ปรากฏ

6. “ดู” แนวโน้มที่สำคัญและค้นหาข้อยกเว้นในข้อมูล ใช้การจัดรูปแบบตามเงื่อนไขกับ ข้อมูลของคุณได้สะดวกมากยิ่งขึ้นเพื่อค้นหารูปแบบและเน้นแนวโน้มในข้อมูลของคุณ มีโครงร่างแบบใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยแถบไล่สี ฮีตแมป แถบข้อมูล และไอคอนตัว บ่งชี้ประสิทธิภาพ

7. ใช้ Office Excel 2007 และ Excel Services เพื่อใช้กระดาษคำนวณร่วมกับผู้อื่น อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น Excel Services ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ Microsoft Office SharePiont Server 2007 จะแสดงกระดาษคำนวณเป็น HTML แบบไดนามิก เพื่อให้ผู้อื่นสามารถ เข้าถึงข้อมูลโดยใช้เว็บเบราว์เซอร์ เนื่องจากการทำงานที่คล้ายคลึงกับไคลเอ็นต์ Office Excel 2007 ผู้ใช้จึงสามารถใช้ Excel Services เพื่อนำทาง จัดเรียงข้อมูล กรองข้อมูล ป้อนพารามิเตอร์ และโต้ตอบกับมุมมอง PivotTable ได้ทั้งหมดภายในเว็บเบราว์เซอร์

8. ช่วยให้คุณและองค์กรได้ทำงานกับข้อมูลธุรกิจที่เป็นข้อมูลล่าสุดป้องกันการกระจายสำเนา ของกระดาษคำนวณหลายสำเนาหรือสำเนาที่เลิกใช้แล้วในองค์กรของคุณ โดยใช้ Office Excel 2007 และ Office SharePiont Server 2007 ควบคุมว่าผู้ใช้รายใดสามารถดู และแก้ไขกระดาษคำนวณบนเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้การเข้าถึงที่อ้างอิงสิทธิ์

9. ลดขนาดกระดาษคำนวณของคุณ และปรับปรุงการเรียกคืนแฟ้มที่เสียหาย ได้ในขณะเดียวกัน รูปแบบแฟ้ม Microsoft Office PowerPoint XML ใหม่ที่มีการบีบ ขนาดข้อมูล ทำให้สามารถลดขนาดแฟ้มได้อย่างมาก พร้อมทั้งยังมีการปรับปรุง การเรียกคืนข้อมูลสำหรับแฟ้มที่เสียหาย เนื่องจากสถาปัตยกรรมของรูปแบบ PowerPoint XML รูปแบบใหม่นี้จะช่วยประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูลและความต้องการแบนด์วิธได้อย่างมาก รวมทั้งช่วยลดภาระของบุคลากรด้านไอที

10. ขยายการลงทุนด้านข้อมูลวิเคราะห์เชิงธุรกิจ เนื่องจาก Office Excel 2007 มีการสนับสนุน Microsoft SQL Server 2005 Analysis Services อย่างสมบูรณ์แบบ ใช้ประโยชน์จาก ความยืดหยุ่นและฟังก์ชันคิวบ์ใน Office Excel 2007 เพื่อสร้างรายงานแบบกำหนดเอง จากฐานข้อมูล OLAP คุณยังสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลภายนอกได้ง่ายมากยิ่งขึ้นโดย ใช้ไลบรารีการเชื่อมต่อข้อมูล

6. ให้นักศึกษาบรรยายถึงระบบสารสนเทศโดยจำแนกตามระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า มีอยู่กี่ระบบ มีลักษณะเป็นอย่างไร

ปัจจุบันจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยี สารสนเทศชัดเจนมากขึ้น และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต่ละองค์กรอาจแบ่ง ประเภทแตกต่างกันออกไป ถ้าพิจารณาจำแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001)

1. ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems) ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน รายการขาย การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

2. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร

3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management – level systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร

4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก 5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิตสินค้าใด

สุชาดา กีระนันทน์ (2541)และ Laudon & Laudon (2001) ได้แบ่งประเภทของระบบ สารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้บริหารระดับต่างๆไว้ ดังนี้

1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems – TPS) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจำ ทำการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานแทนการทำงานด้วยมือ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยง กิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด รายงานผลเบื้องต้น

2. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์ การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร กำหนดการ สิ่งพิมพ์

3. ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems – KWS) เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุน บุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใน หน่วยงาน หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การ พัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น

4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เป็นระบบสารสนเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการบริหารงาน ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ

5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจสำหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาคำตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทำให้สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยน แปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็น สารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์

6. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System – EIS) เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์

Take Home สปาค้ากาม

สปาค้ากาม

1.1 บทคัดย่อ สรุปเรื่องราว

การค้ากาม สปาค้ากาม กรณีเด็กนักเรียนชั้นมัธยม 4 คนถูกกะเทยย่านนนทบุรีบังคับให้ค้ากาม สะท้อนถึงความหละหลวมทางกฎหมายและความเลวร้ายทางสังคม ยิ่งคำให้การของเด็กที่ ซัดทอดไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้าไปซื้อกามและนำยาเสพติดมาให้เสพ ก็ยิ่งสะท้อน ให้เห็นถึงสถานการณ์ในมุมมืดของสังคมที่กำลังกัดกินประเทศชาติ ก้าวไม่ข้ามไปสู่ประเทศ ที่เจริญแล้ว การค้ามนุษย์ในบ้านเราจึงโด่งดังไปทั่วโลก คนต่างชาติที่ลุ่มหลงทางนี้ก็จึงแห่แหน เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง จนธุรกิจค้ากามเติบใหญ่สร้างรายได้อย่างมหาศาลบนคราบ น้ำตาของเหยื่อเหล่านี้ ปัจจุบันสถานการณ์การค้ามนุษย์ยังคงดำรงอยู่ ไม่เพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้น มีหญิงสาวจากประเทศเพื่อนบ้านนับไม่ถ้วน ถูกล่อลวง ถูกหลอกมาค้ากาม ในรูปแบบแตกต่างกัน ตามร้านอาหารบ้าง ตามสถานบันเทิงบ้าง บางคนถูกล่อเข้ามาทำงาน บางคนถูกหลอกมาขาย แรงงาน แต่สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็ไม่พ้นวงจรค้ากาม โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนให้การสนับสนุน ไล่เรียงมาตั้งแต่การข้ามแดน ถิ่นที่พักอาศัย โดยมีเงินและร่างกายของเหยื่อจ่ายเป็นส่วย ความเลวร้ายยิ่งกว่าคือ การบังคับให้หญิงสาวเหล่านี้เสพยาเพื่อความวิตถารในการบำเรอกาม

กฎหมายในบ้านเรามีตั้งแต่พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเด็ก มีโทษจำคุก กฎหมายการเข้าออกเมือง กฎหมายอาญา แต่ผู้บังคับใช้กลับเมินเฉยปล่อยให้การค้ามนุษย์เติบใหญ่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่าธุรกิจค้ากามบ้านเราเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะมีการจ่าย ส่วยเจ้าหน้าที่ร่ำรวยกันถ้วนหน้าท่ามกลางความทุกข์ของเด็กที่ถูกพราก ถูกหลอกกลายเป็น ตราบาปไปชั่วชีวิต แหล่งโลกีย์ผุดขึ้นมากมาย มีการนำเด็กจากต่างจังหวัดและประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน ในขณะที่นักเที่ยวสามารถซื้อขายบริการอย่างเสรี แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย กลับมองไม่เห็น ไม่รับรู้ว่าความจริงของธุรกิจนั้นมันคืออะไร

เด็กนักเรียน นักศึกษามากมายยอมกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจค้าถาม จะด้วยวัฒนธรรมที่ เปลี่ยนไปความอยากได้อยากมีกลัวอายเพื่อนๆ สิ่งยั่วยุต่างๆ เป็นแรงจูงใจส่งให้ธุรกิจค้ากาม รุ่งเรืองโดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจัดการอย่างเป็นผล ถึงแม้หลายรัฐบาลที่ผ่านมาจะมีนโยบาย เชิงสังคมเพื่อดูแลเด็ก วัยรุ่น แต่ความเป็นรูปธรรมยังห่างไกล ประเด็นสำคัญจากนี้ไปคือ รัฐบาลจะต้องทำแผนแม่บทหรือร่างนโยบายที่ชัดเจนเพื่อหาทางลดปัญหา อย่าลืมว่าอีกไม่ถึง 4 ปี ประชาคมอาเซียนจะมีผลในทางปฏิบัติ เด็กสาวเหล่านี้จะยิ่งมีความล่อแหลมต่อการถูกหลอกลวง ธุรกิจการค้ามนุษย์จะยิ่งซับซ้อนจากเครือข่ายที่มากขึ้น ถ้าไม่รีบเยียวยาในวันนี้ อนาคตเราอาจเป็นตลาดค้ากามเสรีก็ได้

ธุรกิจค้ากาม ท่าจะยากหมดไปจากสังคมไทย เพราะนับวันยิ่งปรับตัวแฝงเร้นมากับกิจการ ประเภทต่างๆ ล่าสุด ใช้กิจการสปาเพื่อสุขภาพ ธุรกิจยอดนิยมของคนไทยมาบังหน้าหากิน อย่างโจ๋งครึ่ม 
โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 13 ส.ค. หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า นับตั้งแต่ กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกฎกระทรวง เรื่องการกำหนดมาตรฐานสปาเพื่อสุขภาพ มาเมื่อปี 2547 ปรากฏว่ายังมีผู้ประกอบกิจการสปาบางรายแฝงตัวใช้กิจการเพื่อสุขภาพประเภท นี้บังหน้า แล้วเปิดให้บริการค้าประเวณี เอาใจลูกค้าชายทุกวัย ตั้งแต่วัยโจ๋ยันรุ่นเฒ่าลายคราม อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย และยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์สปาไทย ซึ่งผู้ร้องเรียนยังได้ระบุ สถานที่ของสปาประเภทนี้มาด้วยว่า มีลักษณะเป็นการนำตึกแถวมาดัดแปลงเป็นสถานที่ ประกอบธุรกิจ และขณะนี้มีอยู่เกลื่อนกรุง ทั้งย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ลาดพร้าว รวมทั้งย่าน ปิ่นเกล้า ต่อมาผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบที่สปาตึกแถวแห่งหนึ่งย่านปิ่นเกล้า ตามที่ได้รับร้องเรียน พบว่าสปาดังกล่าว สภาพภายนอกเป็นตึกแถว 3 ชั้น หน้าร้านติดฟิล์มหนาทึบ เขียนว่า “สปานวดเพื่อสุขภาพ” แต่มีข้อความชวนฉงนเขียนว่า “รับบริการเฉพาะสุภาพบุรุษ” เอาไว้ เมื่อขึ้นไปชั้น 2 ของตัวตึก พบลูกค้าหน้าอ่อนหน้าแก่ เข้าไปใช้บริการอย่างเนืองแน่น เนื่องจาก หมอนวดสปา เป็นหญิงสาววัยรุ่น หน้าตาดี สวมเสื้อสายเดี่ยวเอวลอย บางคนนุ่งกางเกง ขาสั้นตามแบบสมัยนิยม นั่งเรียงรายอยู่ที่เก้าอี้โซฟา สร้างบรรยากาศดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะบางคนถึงกับยอมเสียเวลานั่งรอจองคิวใช้บริการ ด้วยการสั่งเครื่องดื่มของมึนเมามาดื่ม เคล้าคลอเสียงเพลงที่บรรเลงกล่อมเบาๆ ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สนนราคาค่า บริการหลังจากเลือกหมอนวดสปาขึ้นห้อง ที่ทางร้านใช้ไม้อัดกั้นแบ่งซอยเป็นล็อกๆภายใน มีเตียงนอนและห้องน้ำ กรรมวิธีการให้บริการก็เหมือนสปาทั่วไป คือมีการนวดน้ำมัน บีบเค้น แล้วตามด้วยการเคล้าคลึงของสงวน ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ขั้นตอนนี้จึงทราบว่าหากจับกษัย หรือสำเร็จความใคร่ ด้วยมือ คิดเงิน 500 บาท หากมีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยที่หมอนวดไม่ถอดเสื้อผ้า คิดเงินเพิ่มอีก 1,000 บาท แต่หากต้องการให้หมอนวดเปลือยหมดด้วย จะคิด 1,500 บาท ไม่รวมค่าชั่วโมงและค่าห้อง เบ็ดเสร็จจะอยู่ที่ ประมาณ 1,000-2,500 บาท แล้วแต่ลูกค้าจะใช้บริการ รูปแบบไหน อีกจุดหนึ่งที่มีสปาตึกแถวแฝงขายบริการทางเพศแบบนี้ ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ย่านรัชดาฯ และห้วยขวาง ซึ่งจากการเข้าไปตรวจสอบ พบว่าส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจเป็นชาวต่างชาติ ลักษณะธุรกิจไม่แตกต่างกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตก็คือ บางแห่งจะมีหญิงสาวชาวต่างชาติไว้ให้บริการ ลูกค้าที่นิยมของนอกด้วย ที่สำคัญหมอนวดแต่ละคนไม่ได้ผ่านหลักสูตร หรือได้รับใบประกาศหลัก สูตรการนวดมาเลย ขณะเดียวกันเมื่อสอบถามไปยัง พ.ต.ต.สวัสดิ์ ภักดี สว.สืบตรวจตราและควบคุม ศดส.บช.น. ได้รับคำตอบว่า ได้รับการร้องเรียนเหมือนกันว่าสปาบางแห่งเปิดให้มีการค้าประเวณี ทั้งนี้ การขอเปิดกิจการสปาเพื่อสุขภาพ ในปัจจุบัน ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย มาตรฐานของสถานที่การบริการ ผู้ให้บริการหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อการรองรับให้เป็นไปตามมาตรฐานสำหรับสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย ตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2546 โดยที่เป็นการกำหนดมาตรฐานของสถานที่ การบริการ ผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์และวิธีการ ตรวจสอบ เพื่อการรับรองสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย ทั้งนี้ เพื่อให้สถานที่ดังกล่าว ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขออนุญาตเป็นสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ 

 ซึ่งตามกฎหมายใหม่ที่เน้นควบคุมกิจการสปาและนวด จะแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท 1. กิจการสปาเพื่อสุขภาพ 2. กิจการนวดเพื่อสุขภาพ และ 3. กิจการนวดเพื่อสวยงาม โดยในส่วนของกิจการนวดเพื่อสุขภาพและเพื่อเสริมสวยนั้น จะต้องไม่มีสถานที่อาบน้ำ มาตรฐานผู้ดำเนินกิจการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี มีวุฒิการศึกษา ปวช. มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 2 ปี ไม่รับบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี และไม่ให้มีการค้าประเวณี ส่วนผู้ให้บริการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องมีเครื่องแบบพนักงานเหมาะสม มีป้ายชื่อ ไม่ขัดศีลธรรม ไม่ดื่มสุรายาเสพติด

เทคนิคของนักต้มตุ๋น ลวงค้ากามข้ามชาติ

– บริษัทดูน่าเชื่อถือ อยู่ในเขตชุมชน ชอบอ้างคนดัง อาจเป็นพวกนอกราชการ อดีตนายทหาร นายตำรวจ

– อ้างเป็นคนรู้จักต่อๆ กันมา มักเข้ามาตีซี้จนเชื่อว่าสนิทกับคนนั้นๆ จริง ชอบอ้างว่าคนนั้น คนนี้ไปแล้วร่ำรวยกลับมา

– สำนักงานจัดหางานเถื่อน อาจมีสำนักงานที่ดูน่าเชื่อถือ ดูดี แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ขึ้นทะเบียน กับหน่วยงานราชการที่ถูกต้อง พวกนี้จึงมักย้ายที่ หรือย้ายทำเลไปเรื่อยๆ

– พูดจาโน้มน้าวหรือเร่งรัดเกินจริง เช่น ถ้าไม่ไปงวดนี้ก็หมดโอกาสแล้วนะ เขาปิดรับคนแล้ว

– อ้างว่า ‘งานสบาย เงินดี‘ แต่มันจะไม่บอกว่านอนทำ ไม่ต้องลำบากก็ได้เงินมาง่ายๆ ถ้าบอกอย่างนี้ให้คิดไว้ก่อนว่าอาจจะพาไปขายตัว นอนสบาย เงินดี แต่คนทำไม่ได้เงินสักบาท หรือหักสารพัดจนไม่เหลือสักบาท แถมเป็นหนี้มันอีกต่างหาก

– อ้างว่าจะพาไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ซึ่งเป็นอาชีพยอดฮิตที่มักนำมาอ้าง เพราะคนไทยมักเชื่อกันว่า งานเสิร์ฟที่ต่างประเทศมีรายได้ดี ทั้งยังไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก

– อ้างว่าจะพาไปเป็นแม่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบยุโรป บางรายก็ได้เป็นแม่บ้านจริง ตามที่ตกลงกัน แต่ถูกบังคับให้บริการทางเพศแก่เจ้าของบ้านด้วย ค่าตอบแทนก็ต่ำ แต่หนีไปไหนไม่ได้ ทั้งไม่รู้ช่องทางหนีหรือถูกยึดหนังสือเดินทาง ถ้ามีอะไรทะแม่งๆ ดังต่อไปนี้ อย่าหลงเชื่อ

 วิธีป้องกันตัวเองจากขบวนการค้ากามข้ามชาติ หรือพวกหลอกไปทำงานต่างแดน

– สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวของคุณเอง อย่าไว้เนื้อเชื่อใจใครง่ายๆ แม้จะเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ คนแถวบ้าน หรือเพื่อนสนิท ไปจนถึงสำนักจัดหางานที่เปิดกันเกลื่อนเมือง

– ใช้บริการจัดหางานจากสำนักจัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในสังกัดกระทรวงแรงงาน และได้รับการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศ

-หากมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้ากามข้ามชาติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิปวีณา, มูลนิธิผู้หญิง, มูลนิธิเพื่อนหญิง และศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) (ล้อมกรอบ) เบอร์ติดต่อมูลนิธิต่างๆ มูลนิธิผู้หญิง (ถนนจรัญสนิทวงศ์ 62) โทร.0-2433-5194, 0-2435-1246, มูลนิธิเพื่อนหญิง (ซอยรัชดาฯ 42) โทร.0-2513-2780, 0-2513-1001, ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) ถนนสุรวงศ์ โทร.0-2236-9272

แนวทางแก้ไขปัญหาการทำแท้งอย่างถาวรการที่จะแก้ปัญหาการทำแท้งอย่างถาวรนั้น จะต้องหันมาให้ความสนใจกับสาเหตุต้นตอที่ ทำให้เกิดปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อมองจากสาเหตุของปัญหาดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทางออกของ ปัญหาใหญ่ที่ดีที่สุดคือ การร่วมมือของสถาบัน องค์กร และหน่วยงานต่างๆของสังคม ซึ่งควรจะดำเนินการตามลำดับดังนี้

 สื่อมวลชนในยุคปัจจุบันสื่อมวลชนถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมสร้างทัศนคติและค่านิยมแก่ สมาชิกทุกคนในสังคม ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีในการเผยแพร่ข่าวสารมาก เกินไป จนทำให้เกิดช่องโว่ในการนำเสนอสารที่ยั่วยุกามารมณ์ หรือสารที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กๆ ดังนั้นสิ่งแรกที่สื่อมวลชนควรจัดระเบียบคือ งดการเผยแพร่ข่าวสารที่ยุยงส่งเสริมให้วัยรุ่นมีความ นิยมที่ผิดๆ

สถาบันครอบครัวเนื่องจากสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันหลักของสังคม ดังนั้นปัญหาทุกปัญหาส่วนมากแล้วก็จะ มีจุดกำเนิดที่ตรงนี้ โดยเฉพาะการขาดความอบอุ่นภายในครอบครัว การขาดความรับผิดชอบ ของสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้นำ นั้นก็คือผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ บทบาทสำคัญที่ครอบครัว ควรให้ใส่ใจคือ การสร้างความเข้าใจในการดำเนินชีวิตให้กับสมาชิกทุกๆคน ผู้ปกครองควร ที่จะเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อพบปะ สอบถามการเป็นอยู่ของลูกๆ เปิดโอกาสให้พวกเขา ได้พูดสิ่งที่อึดอัดใจ หรือทุกข์ใจได้ทุกๆเรื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเด็กเจอปัญหาจะไม่กล้าพูด ให้พ่อแม่ฟังเพราะกลัวถูกด่า ถูกลงโทษ และเมื่อเด็กต้องตัดสินใจแก้ปัญหาแต่เพียงผู้เดียว ภายใต้ความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว สังคม เรื่องการเรียนฯลฯ ผลที่ตามมาคือ ความเครียดซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตได้

 สิ่งแวดล้อมทางสังคมดังที่ได้กล่าวแล้วว่าสิ่งเร้าต่างๆ ทางสังคมนั้นก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสะเทือนขวัญ เช่นนี้ โดยเฉพาะการวิ่งเต้นตามกระแสโลกาโลกาภิวัฒน์ จนทำให้เยาวชนถูกมอมเมาโดยค่านิยม ที่ผิดๆได้ง่าย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณหมอทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ปัญหาสุรา เปิดเผยในเวทีประชุมวิชาการสุราระดับชาติครั้งที่ 6 ว่า เยาวชนที่มีการดื่มสุรา มีโอกาสในการตั้งครรภ์ และทำให้ผู้อื่นตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 2.92 เท่า มีโอกาสถูกบังคับ ให้มีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า

ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์มีอยู่ 8 ประการคือ

1. ผู้หญิงกับผู้ชายนอนด้วยกันโดยไม่รู้ว่าทำให้ท้องได้ ซึ่งเกิดมากในเด็กวัยรุ่น

2. รู้ว่านอนด้วยกันแล้วทำให้ท้องได้ แต่ไม่รู้ว่าป้องกันได้

3. รู้ว่าป้องกันได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

4. รู้ว่าป้องกันได้ แต่ไม่รู้จะไปหาซื้ออุปกรณ์ที่ไหน

5. รู้ว่าจะซื้อที่ไหน แต่ไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร

6. รู้ว่าจะใช้อย่างไร แต่ไม่ใช้

7. รู้ว่าจะใช้อย่างไร และก็ยินดีที่จะใช้ แต่พลาด

8. ถูกข่มขืนกระทำชำเรา

ปลูกฝังค่านิยมในการรักนวลสงวนตัวตั้งแต่วัยเด็ก และเน้นย้ำมากขึ้นในวัยรุ่น ได้แก่ การแต่งกายที่สุภาพ ไม่แต่งกายล่อแหลม ยั่วยุอารมณ์เพศตรงข้ามซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการข่มขืน กระทำชำเราแก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นพร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสีย ของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม โดยเน้นย้ำให้เห็นผลเสีย ได้แก่ การสูญเสียโอกาสในการศึกษา และการประกอบอาชีพการงานที่ดี ตลอดจนโอกาสในการเจอคู่ ครองที่ดีในอนาคต ในยุคโลกไร้พรหมแดนนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมในหลายๆด้าน ทั้งในด้านลบและในด้านบวกผู้คนมีการติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวก มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่หลากหลาย มีInternetใช้กันเกือบทุกบ้าน ความเจริญเหล่านี้เข้ามาไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะ สำนักงาน ศูนย์ราชการ หรือศูนย์การค้าเท่านั้นแต่ยังเข้ามาในสถานศึกษาอีกด้วย และผู้ที่อยู่ในสถานศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยคาบเกี่ยวระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ เป็นวัยที่พร้อมจะเรียนรู้และ อยู่ในโลกแห่งความทันสมัยนี้ก็มีโอกาสพบปะรู้จักกับเพื่อนใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งทางสื่อต่างๆ และทาง Internet หลังจากนั้นก็มีการนัดพบกัน เพียงจุดเริ่มต้นนี้ก็สามารถพัฒนาต่อไปเป็นเพื่อน เป็นแฟน และมีความสัมพันธ์ทางเพศกันได้ในที่สุด มีตัวอย่างที่ปรากฏทางสื่อหลายคู่ที่พบรัก กันทาง Internet บางคู่พัฒนาต่อไปเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน แต่บางคู่ก็จบลงด้วยการเลิกลา การล่อลวงทรัพย์ และการล่อลวงทางเพศ เนื่องจากการรู้จักกันทาง Internet นั้นไม่เห็นหน้า ไม่เห็นตัว การคุยกันโดยใช้ตัวหนังสือก็ไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อนัดพบกันแล้วก็ไม่ประทับใจ ถ้าเลิกรากันไปแต่โดยดีก็ถือว่าเป็นโชคดี แต่ถ้ามีการล่อลวงทรัพย์ ล่อลวงทางเพศ นับเป็นเรื่องที่โชคร้ายที่สุดในสภาพสังคมปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างๆมากขึ้น ตัวอย่างเช่น VCD DVD และสื่อลามกอนาจารย์ต่างๆ แม้รัฐบาลจะพยายามควบคุม แต่ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะกว้างใหญ่ เสียเหลือเกิน ยิ่งควบคุมก็ยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น ถ้าไม่ออกกฎหมายเข้มงวดจริงๆหรือปราบปราม อย่างจริงจังคงไม่มีทางควบคุมได้และสื่อเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบัน

ปัญหาหลักของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรปัญหาวัยรุ่น โดยเฉพาะในเรื่อง “ปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมะสมของวัยรุ่น” กำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ เกิดขึ้นแทบไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งเรื่องเด็กผู้ชายรุมโทรมและข่มขืนเด็กผู้หญิงหรือการมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรจนตั้งครรภ์ การทำแท้ง รวมถึงการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ อาทิ โรคเอดส์ ที่ขณะนี้ตัวเลขวัยรุ่นไทยติด “โรคร้าย” นี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย และที่เป็นข่าว เกรียวกราวบนหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ คือเรื่องการแสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ เหมาะสมบนรถเมล์ การไปเช่าบ้านหรือโรงแรมเพื่อมีเพศสัมพันธ์กันของวัยรุ่น และที่ต้องตก ตะลึงไม่น้อย ก็คือผลสำรวจที่ว่าคนไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุน้อยลง ถึงแม้ว่าข้อมูลของผล สำรวจนี้จะมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านและยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจริงมาก น้อยแค่ไหน แต่ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นก็กำลังเริ่มจะเป็นปัญหาใหญ่ ของสังคมแล้ว พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมในกลุ่มวัยรุ่นของไทยนั้น เกิดจากในปัจจุบัน เด็กวัยรุ่นไทยส่วนหนึ่งมองว่าการแสดงออกทางพฤติกรรมทางเพศถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เนื่องจากเด็กเหล่านี้ได้ซึมซับรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาจนลืมรักษาขนบธรรมเนียมและ วัฒนธรรมไทยที่ผู้ใหญ่จะสอนเด็กผู้หญิงไว้ว่าต้องรักนวลสงวนตัว ทั้งนี้จากผลสำรวจของ เอแบคโพล ถึงเรื่อง “ประสบการณ์และทรรศนะของวัยรุ่นต่อปัญหาพฤติกรรมทางเพศในปัจจุบัน” พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 61.7 % ยอมรับว่ามีประสบการด้านการมีแฟนและคนรัก และจำนวน 37.5 % เคยมีแฟนหรือคนรักมากกว่าหนึ่งคนและจำนวน 11.2 % มีแฟนหรือคนรักมากกว่า 4 คน ส่วนผลสำรวจในประเด็นการยอมรับพฤติกรรมเชิงชู้สาวนั้นวัยรุ่น ส่วนใหญ่ยอมรับพฤติกรรมการจับมือ ควงแขน และการโอบไหล่หรือเอวกับแฟน และจำนวนกว่า 52.9 % ให้การยอมรับการจับมือ และอีก 40.2% ยอมรับการควงแขนกับผู้ที่เพิ่งรู้จักตามสถานที่ ต่างๆ อาทิ ผับ เธค และห้างสรรพสินค้า

สาเหตุของปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันควร

1. ปัจจัยด้านพันธุกรรมพัฒนาการทางด้นร่างกายและจิตใจของวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงโดย เฉพาะฮอร์โมนในร่างกาย มีผลกระตุ้นให้มีความสนใจกับเพศตรงข้าม รวมทั้งแรงขับตามธรรมชาติ ที่ทำให้ใคร่รู้ ใคร่ลอง ในเรื่องเพศ จนทำให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั่งใจขึ้น

2. เริ่มต้นตั้งแต่การแต่งตัวที่เปิดเผยมากเสื้อที่เปิดให้เห็นเนินอกมากเกินไป เสื้อที่เปิดสะดือ กางเกงที่รัดมากเกินไป เน้นส่วนสัดชัดเจนเกินไป

3. วัยรุ่นขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่มีแฟนหรือคนรักหาก ไม่รู้จักการปฏิเสธเมื่อถูกขอ มีค่านิยมสมัยใหม่ที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ คือเรื่องเพศเป็นเรื่อง ธรรมชาติ และการมีเพศสัมพันธ์กันตามกระแสวันสำคัญ

4. การอยู่หอพัก อยู่ห่างจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การเที่ยวในสถานเริงรมย์ การเที่ยวงานปาร์ตี้ การเที่ยวต่างจังหวัด มีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดจนทำให้ขาดสติ

5. การอยู่ด้วยกันสองต่อสองระหว่างชายหญิงในที่ลับตาคน และในบรรยากาศที่จะนำไปสู่การ มีเพสสัมพันธ์ได้

6. สถาบันครอบครัวและศาสนา ที่ปัจจุบันได้อ่อนแอลง เด็กได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว น้อยจากที่พ่อแม่ต้องวุ่นกับการทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก หรือบางครอบครัวพ่อแม่มีปัญหาหย่า ร้างต้องแยกทางกันทำให้เด็กต้องออกไปหาความอบอุ่นจากเพื่อนและแฟน ซึ่งถือเป็นเรื่องเสี่ยง ที่ทำให้เด็กกกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้ นอกจากนี้เด็กในยุคปัจจุบันยังห่างไกล วัดไม่เคยไปทำบุญไหว้พระ เด็กจึงไม่รู้จักสิ่งผิดชอบชั่วดี เพราะขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

 ผลกระทบของปัญหาหารมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

1. การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ในช่วงวัยรุ่นการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ทางร่างกาย ทำให้เกิดความพร้อมทางภาวการณ์เจริญพันธุ์สูงมาก การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่น เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นการตั้งครรภ์ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความ พร้อมในทุก ๆ ด้าน จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากทั้งทางด้านครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม และปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของวัยรุ่นอย่างมากด้วย

2. เสียการเรียน เมื่อคนเราหมกมุ่นกับเรื่องเพศ มีเวลาอยู่กันมาก จะทำให้สนใจการเรียนน้อย หรือไม่สนใจการเรียนเลย มักขาดเรียนบ่อย หรือหนีเรียนไปเลย หลายคนต้องลาออกจากโรงเรียน โดยเฉพาะฝ่ายหญิงจะพบมาก แต่ฝ่ายชายก็มีเหมือนกัน และงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า ผลของการมีเซ็กส์ในวัยรุ่นสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเรียนและผลการเรียนที่ตกต่ำลงด้วย

3. การที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เสรีมากขึ้นทำให้การมองเห็นคุณค่าตนเองเปลี่ยนไป การมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างวัยรุ่นส่งผลให้วัยรุ่นมองกิจกรรมทางเพศเป็นเพียง “การแลกเปลี่ยน” อารมณ์และ วัตถุทางเพศ ยิ่งเมื่อมีบ่อยครั้งขึ้นการเคารพและเห็นคุณค่าตนเองก็จะยิ่งน้อยลง

4. การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้เกิดการติดเชื้อโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ได้ ที่สำคัญคือ โรคในกลุ่มกามโรคและโรคเอดส์ โดยเฉพาะโรคเอดส์เป็นโรคที่กำลัง แพร่ระบาด และทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างมาก ทั้งยังเป็นโรคที่ไม่มียาหรือวิธีการรักษาที่ทำให้ หายขาดได้ และไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ การติดเชื้อโรคเอดส์จึงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคมตามมา ทั้งยังทำลายอนาคตอีกด้วย

 ผลกระทบต่อครอบครัว

1. สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ ไม่มีพ่อแม่คนใดที่พอใจเมื่อลูกของตนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร แต่ที่พ่อแม่บางคนมีการยอมรับกันนั้นก็ด้วยความสงสารลูก ซึ่งพ่อแม่จะต้องทุกข์ระทมใจกับการ กระทำที่ผิดพลาดของลูก

2. .เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล คำโบราณกล่าวว่า “มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน” เพราะถ้ามีส้วมอยู่หน้าบ้าน ถ้าส้วมแตกขึ้นมาจะเหม็นและอับอายชาวบ้าน เปรียบเทียบกับลูกสาว ถ้าได้รับความเสียหายทางเพศเกิดขึ้น พ่อแม่ก็จะอับอาย วงศ์ตระกูลจะพลอยมัวหมองไปด้วย

3. เกิดความไม่เข้าใจกันของคนในครอบครัวและอาจเกิดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจ

4. เกิดปัญหาการหย่าร้างมากขึ้น

ผลกระทบต่อสังคม

1. ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ได้แก่

1.1 เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ปัญหาการทำแท้งและปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งและเด็กเร่ร่อน

1.2 ปัญหาความเสื่อมของวัฒนธรรมอันดีของสังคมไทย

1.3 ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1.4 ปัญหายาเสพติด ปัญหาเรื่องบุหรี่ เหล้า การพนัน

1.5 ปัญหาแหล่งบันเทิง ผับ บาร์ ดิสโก้เธค สถานอาบอบนวด ซ่อง

หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย

1. กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย

2. กระทรวงสาธารณะสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสุขภาพจิต โรงพยาบาล กรมอนามัย กรมส่งเสริมสุขภาพ

3. สถาบันครอบครัว

4. กระทรวงวัฒนธรรม

แนวทางการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานต่างๆ

1. กระทรวงศึกษาธิการ ด้วยกระทรวงศึกษาธิการ ประสงค์จะให้มีการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหา นักเรียน นักศึกษา มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้สถานศึกษา ครู อาจารย์ เข้าไปมีส่วนร่วมส่งเสริมบทบาทและความสำคัญของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว และชุมชน

2. ให้สถานศึกษาดำเนินการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้นักเรียน นักศึกษารู้จักคิด และเข้าใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ รู้จักเคารพและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันทุกระดับวัย สร้างค่านิยมและทัศนคติระหว่างเพศที่ถูกต้อง และมีความซาบซึ้งในคุณค่าของ วัฒนธรรมและขนบประเพณีอันดีงามของไทย รู้จักการวางตัวให้เหมาะสม ไม่มีพฤติกรรม ทางเพศที่ไม่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน นักศึกษา
 3. ให้สถานศึกษาสร้างความสำนึกและความเข้าใจแก่ ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยว กับเรื่องสิทธิของเด็ก และหน้าที่ที่เด็กและเยาวชนต้องปฏิบัติแนวทางในการป้องกันแก้ไขและ การให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ที่ตกอยู่ในสภาวะยากลำบากเนื่องจากการมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

1.1 เหตุผลประกอบในการเสนอเรื่องราวการค้ามนุษย์ ในปัจจุบันได้รับการพิจารณาว่า เป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการละเมิดสิทธิมุนษย์ชนที่ร้ายแรง และเป็นปัญหาที่บั่นทอนความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะการค้าเด็กและหญิง ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมทั้งในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น และรวมถึงปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ปัญหายาเสพติดทั้งการค้าและการเสพเป็นต้น ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม วัฒนธรรมของประเทศและประชาคมโลก

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในภูมิภาคอาเซียนภูมิภาคอาเซียนนั้นนับว่าเป็บภูมิภาคที่ประสบกับ ปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามแดนมากที่สุดภูมิภาคหนึ่ง ซึ่งโดยในปัจจุบันหลายประเทศในอาเซียนเป็น ทั้งต้นทางผ่าน และปลายทางสำหรับการค้ามนุษย์ และโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นการค้ามนุษย์ภายใน ภูมิภาค จะพบได้ตามลุ่มแม่น้ำโขง สถานการณ์การค้ามนุษย์กับประเทศไทย

 ประเทศต้นทาง คือ ประเทศที่มีการส่งเด็กและหญิงไปค้าต่างประเทศประเทศทางผ่าน คือ ประเทศที่ใช้เป็นเส้นทางผ่านของการนำเด็กและหญิงไป ค้าในประเทศอื่นๆประเทศปลายทาง คือ ประเทศที่มีการนำเด็กและหญิงเข้ามาค้าหรือแสวงหา ประโยชน์ หรือมีการล่วงละเมิดสิทธิในด้านต่าง ซึ่งการประเทศไทย เป็นทั้งประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่าน ไทยเป็นประเทศทางผ่านสำหรับ เหยื่อค้ามนุษย์จากเกาหลีเหนือ จีน เวียดนาม ปากีสถานและพม่า ซึ่งจะถูกนำไปค้าในประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รัสเซีย ยุโรปตะวันตก เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา มีรายงาน ว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนเกณฑ์เด็กวัยรุ่นมาร่วมปฏิบัติการก่อการร้าย เนื่องจากประเทศไทยเป็น ประเทศที่มีการเผยของข้อมูลข่าวสาร รวมถึงเสรีภาพในการสื่อสาร ประกอบกับสภาพเศรษกิจที่ดี และการคมนาคมในประเทศที่สะดวก สำหรับกระบวนการค้ามนุษย์ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เพื่อบังคับใช้แรงงานหรือแสวงหาประโยชน์ในธุรกิจทางเพศ จากประชาชนที่มาจาก ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น พม่า ซึ่งส่วนมากมาเป็นแรงงาน และมีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในไทย โดยเข้ามาเพื่อหารายได้และหลบหนีการปราบ ปรามของทหารพม่า รวมทั้งประเทศอุซเบกิสถานและฟิจิ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วย เหตุผลต่างๆ รวมทั้งปัญหาความยากจน โดยบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์มากที่สุด ได้แก่ แรงงานต่างด้าว ชนกลุ่มน้อย และบุคคลไร้สัญชาติ โดยแรงงานต่างด้าวถูกนายจ้างยึดเอกสาร เดินทาง บัตรจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว และใบอนุญาตทำงานไว้ โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ได้ จดทะเบียนก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์มากขึ้น เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจ เรื่องสิทธิของตนเองภายใต้กฎหมายไทย ฐานะทางการเงินระดับการศึกษา อุปสรรคด้านภาษา และปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงและเด็กหญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อยเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์มากที่สุด คือ ปัญหาการไร้สัญชาติ โดยเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านบางคนถูกบังคับให้ขายดอกไม้ตามสี่แยก ขอทาน ทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรม หรือทำงานรับใช้ตามบ้าน

ปัญหาที่เกิดจากการค้ามนุษย์

1. การกระทบ และละเมิดถึงสิทธิในชีวิต ร่างกายและเสรีภาพซึ่งถือว่าเป็นสิทธที่ติดตัวมนุษย์ มาตั้งแต่เกิด และไม่มีใครสามารถพรากไปจากตัวบุคคลผู้ทรงสิทธินั้นได้ โดยการกระทำที่กระทบ กระเทือนต่อสิทธินี้ ย่อมไม่สามารถทำได้

2. การกระทบ และละเมิดถึงสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่รับรอง คุ้มครองให้แก่บุคคล มิให้ได้รับการปฏิบัติที่ไม่สมกับความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น ซึ่งถือเป็นคุณค่าอันมีลักษณะเฉพาะและเป็นคุณค่าที่มีความผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ ซึ่งบุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์ทุกคนได้รับคุณค่าดังกล่าว โดยไม่ว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัยหรือคุณสมบัติอื่นๆ ของบุคคลนั้นและโดยที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเป็น ส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการที่บังคับขู่เข็ญ หรือทารุณเด็ก และสตรีที่ตกเป็นเหยื่ออย่างไร้มนุษยธรรม จึงเป็นการกระทำที่ละเมิดถึงสิทธินี้

3. การกระทบถึงสิทธิในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต อันได้แก่

– สิทธิทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิในการได้รับการศึกษา โดยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง ดังนั้นการที่ค้าเด็ก โดยการบังคับให้ขอทาน หรือ นั้นทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษา ถือเป็นการริดรอนสิทธิ ซึ่งไม่สามารถทำได้

– สิทธิในสุขภาพ และอนามัย ปัญหาที่ตามมาจากภัยการค้ามนุษย์ เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์

4. ปัญหาสังคมในด้านต่างๆ เช่น ก่อให้เกิดอาชญากรรมทั้งในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น เช่น ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบไปทั่วทุกส่วนของสังคม จนกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไข ปัญหาการฟอกเงิน

5. การกระทบ และละเมิดต่อสิทธิในการอยู่อาศัย และสิทธิในการร้องขอสัญชาติสัญชาติ เนื่องขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิของตนเองภายใต้กฎหมายไทย และปัญหาการไร้สัญชาติ ทำให้ชนกลุ่มน้อยมักถูกหลอกเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ โดยไม่สามรถดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ได้เนื่องจากปัญหาการไม่ได้รับการรับรองสัญชาติ ดังนี้จึงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำการ ขจัดปัญหาการไร้สัญชาติ โดยการพิสูจน์สัญชาติให้กับชนกลุ่มน้อยเหล่านี้

นักค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี และบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งการปราบปรามเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่สมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์ และการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มที่ 2 ในบัญชีรายชื่อของประเทศที่ถูกตับตามองเป็นปีที่ 2 แม้ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฎิบัติตามมาตรฐานขั้นต่อ อย่างเต็มที่ในการจัดการกับปัญกาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดี ได้มีการดำเนินการนำพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีการนำมาบังคับใช้อย่างต่อเนื่องโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีการระบุให้การค้ามนุษย์ทุกรูปแบบเป็นความผิดทางอาญา และระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ถึงสิบปี ซึ่งนับเป็นโทษที่ร้ายแรงเที่ยบเท่ากับ โทษอาชญากรรม ร้ายแรงอื่นๆ ดั้งนั้นถึงแม้รัฐบาลไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสารเรื่องการปราบ ปรามการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2543 แต่ก็มิได้ส่งผลต่อการป้องกันและ ปราบปรามการ ค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมาบังคับ หลายฉบับด้วยกันดังนี้

1. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539

2. พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540

3. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

4. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

5. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

1.2 การตั้งชื่อเรื่องที่จะทำ

ภัยร้ายธุรกิจค้ากาม

1.3 วัตถุประสงค์ในการเสนอผลงาน

ค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การเขียน เเละกระบวนการผลิตเนื้อหาสาระของข่าวเเละสารคดีเชิงข่าวที่ดี ประเด็นที่มีความลึกชัดเจนเเละเเหลมคมทำให้เห็นเเง่มุมใหม่ๆของธุรกิจสปาค้ากาม การขายบริการทางเพศ ภัยถูกหลอกทำงานต่างประเทศ วิธีป้องกันเบื้องต้น การลดความเสี่ยง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามันอย่างถูกวิธี การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แนวทางแก้ไขปัญหาการทำแท้งอย่างถาวร วิธีป้องกันตัวเองจากขบวน การค้ากามข้ามชาติ หรือพวกหลอกไปทำงานต่างแดน ภัยถูกหลอกทำงานต่างประเทศ เทคนิคของนักต้มตุ๋น ลวงค้ากามข้ามชาติ

 1.4 ประเด็นหลัก

การค้ากาม สปาค้ากาม กรณีเด็กนักเรียนชั้นมัธยม 4 คนถูกกะเทยย่านนนทบุรีบังคับให้ค้ากาม สะท้อนถึงความหละหลวมทางกฎหมายและความเลวร้ายทางสังคม ยิ่งคำให้การของเด็กที่ ซัดทอดไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้าไปซื้อกามและนำยาเสพติดมาให้เสพ ก็ยิ่งสะท้อน ให้เห็นถึงสถานการณ์ในมุมมืดของสังคมที่กำลังกัดกินประเทศชาติ ก้าวไม่ข้ามไปสู่ประเทศ ที่เจริญแล้ว การค้ามนุษย์ในบ้านเราจึงโด่งดังไปทั่วโลก คนต่างชาติที่ลุ่มหลงทางนี้ก็จึงแห่แหน เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง จนธุรกิจค้ากามเติบใหญ่สร้างรายได้อย่างมหาศาลบนคราบ น้ำตาของเหยื่อเหล่านี้ ปัจจุบันสถานการณ์การค้ามนุษย์ยังคงดำรงอยู่ ไม่เพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้น มีหญิงสาวจากประเทศเพื่อนบ้านนับไม่ถ้วน ถูกล่อลวง ถูกหลอกมาค้ากาม ในรูปแบบแตกต่างกัน ตามร้านอาหารบ้าง ตามสถานบันเทิงบ้าง บางคนถูกล่อเข้ามาทำงาน บางคนถูกหลอกมาขาย แรงงาน แต่สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็ไม่พ้นวงจรค้ากาม โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนให้การสนับสนุน ไล่เรียงมาตั้งแต่การข้ามแดน ถิ่นที่พักอาศัย โดยมีเงินและร่างกายของเหยื่อจ่ายเป็นส่วย ความเลวร้ายยิ่งกว่าคือ การบังคับให้หญิงสาวเหล่านี้เสพยาเพื่อความวิตถารในการบำเรอกาม

กฎหมายในบ้านเรามีตั้งแต่พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเด็ก มีโทษจำคุก กฎหมายการเข้าออกเมือง กฎหมายอาญา แต่ผู้บังคับใช้กลับเมินเฉยปล่อยให้การค้ามนุษย์เติบใหญ่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่าธุรกิจค้ากามบ้านเราเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะมีการจ่าย ส่วยเจ้าหน้าที่ร่ำรวยกันถ้วนหน้าท่ามกลางความทุกข์ของเด็กที่ถูกพราก ถูกหลอกกลายเป็น ตราบาปไปชั่วชีวิต แหล่งโลกีย์ผุดขึ้นมากมาย มีการนำเด็กจากต่างจังหวัดและประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน ในขณะที่นักเที่ยวสามารถซื้อขายบริการอย่างเสรี แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย กลับมองไม่เห็น ไม่รับรู้ว่าความจริงของธุรกิจนั้นมันคืออะไร

 เด็กนักเรียน นักศึกษามากมายยอมกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจค้าถาม จะด้วยวัฒนธรรมที่ เปลี่ยนไปความอยากได้อยากมีกลัวอายเพื่อนๆ สิ่งยั่วยุต่างๆ เป็นแรงจูงใจส่งให้ธุรกิจค้ากาม รุ่งเรืองโดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจัดการอย่างเป็นผล ถึงแม้หลายรัฐบาลที่ผ่านมาจะมีนโยบาย เชิงสังคมเพื่อดูแลเด็ก วัยรุ่น แต่ความเป็นรูปธรรมยังห่างไกล ประเด็นสำคัญจากนี้ไปคือ รัฐบาลจะต้องทำแผนแม่บทหรือร่างนโยบายที่ชัดเจนเพื่อหาทางลดปัญหา อย่าลืมว่าอีกไม่ถึง 4 ปี ประชาคมอาเซียนจะมีผลในทางปฏิบัติ เด็กสาวเหล่านี้จะยิ่งมีความล่อแหลมต่อการถูกหลอกลวง ธุรกิจการค้ามนุษย์จะยิ่งซับซ้อนจากเครือข่ายที่มากขึ้น ถ้าไม่รีบเยียวยาในวันนี้ อนาคตเราอาจเป็นตลาดค้ากามเสรีก็ได้

 1.5 ประเด็นเสริม หรือ ประเด็นที่มาสนับสนุนเรื่อง

 ประเด็นเสริม วิธีป้องกันตัวเองจากขบวนการค้ากามข้ามชาติ หรือพวกหลอกไปทำงานต่างแดน

สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวของคุณเอง อย่าไว้เนื้อเชื่อใจใครง่ายๆ แม้จะเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ คนแถวบ้าน หรือเพื่อนสนิท ไปจนถึงสำนักจัดหางานที่เปิดกันเกลื่อนเมือง ใช้บริการจัดหางานจากสำนัก จัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในสังกัดกระทรวงแรงงาน และได้รับการรับรองจากกระทรวง ต่างประเทศ ควรสอบถามข้อมูลจากคนรู้จักที่เคยไปทำงานต่างประเทศ หรือควรศึกษาข้อมูล ของงาน และประเทศที่เราจะไปทำงาน เช่น จะไปทำงานเมืองใด เมืองหลวงอยู่ตรงไหน มีสถานทูตไทย อยู่ที่ไหน มีคนรู้จักไหม มีชุมชนคนไทยอยู่ตรงไหนของเมือง สามารถติดต่อ กลับประเทศได้หรือไม่ อย่างไร (สถานที่ทำงานบางแห่งไม่อนุญาตให้ ติดต่อกลับประเทศ) หากมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้ากามข้ามชาติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิปวีณา, มูลนิธิผู้หญิง, มูลนิธิเพื่อนหญิง และศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) (ล้อมกรอบ) เบอร์ติดต่อมูลนิธิต่างๆ มูลนธิผู้หญิง (ถนนจรัญสนิทวงศ์ 62) โทร.0-2433-5194, 0-2435-1246, มูลนิธิเพื่อนหญิง (ซอยรัชดาฯ 42) โทร.0-2513-2780, 0-2513-1001, ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ (EMPOWER) ถนนสุรวงศ์ โทร.0-2236-9272

1.6 คุณค่าของผลงานต่อสังคม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป โดยยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540

ที่มาของกฎหมาย

ปัจจุบัน การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคล ในลักษณะการค้ามนุษย์ ได้ขยายตัวมิได้จำกัดเฉพาะหญิงและเด็ก และกระทำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น และกระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น ซึ่ง พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกัน และปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 ยังมิได้กำหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทำดังกล่าว ประกอบกับประเทศไทย ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะ ผู้หญิงและเด็ก

ประเทศไทย จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุน เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การปรับปรุงการช่วยเหลือ และคุ้มครองสวัสดิภาพ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด

สาระสำคัญของกฎหมาย ดังนี้

1. การกระทำที่เป็นการค้ามนุษย์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ได้แก่ การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยมีลักษณะของการข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเป็นการให้เงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลบุคคลนั้น เพื่อให้มีการยินยอมแก่ผู้กระทำผิดในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิต/เผยแพร่วัตถุ/สื่อลามก การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงาน/บริการ

2. บทกำหนดโทษ

1. บุคคลทั่วไป กระทำผิดฐานค้ามนุษย์ กฎหมายกำหนดโทษ ดังนี้

– กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 8 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 160,000 – 300,000 บาท กรณีเป็นเด็ก กฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้ข่มขู่ หรือใช้กำลังบังคับ ก็ถือว่าเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 – 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 – 12 ปี และปรับตั้งแต่ 120,000 – 240,000 บาท

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 18 ปี ขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 200,000 บาท

– บุคคลผู้ช่วยเหลือ สนับสนุน อุปการะโดยให้ทรัพย์สิน จัดหาที่ประชุม / ที่พำนัก ชักชวน ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อมิให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– ตระเตรียมการเพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษ 1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้

– สมคบกันตั้งแต่ 2 คน เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งคนใดได้ลงมือ กระทำผิดตามที่ได้สมคบกัน ทุกคนต้องรับโทษเช่นเดียวกับที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดฐาน ค้ามนุษย์ อีกกระทงหนึ่ง

– กระทำผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรม รับโทษหนักกว่าที่กำหนดไว้กึ่งหนึ่ง

– บุคคลใดกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้า หนักงาน โดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าหนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการนั้น ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

2. ผู้มีตำแหน่ง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน อปท. พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการ /ผู้บริหาร /พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าพนักงาน /กรรมการองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หากกระทำความผิดใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ต้อง ระวางโทษหนักเป็น 2 เท่า

– กรรมการ ปกค. อนุกรรมการ สมาชิกของคณะทำงาน หรือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ฉบับนี้ กระทำผิดเสียเอง ระวางโทษหนักเป็น 3 เท่า

3. นิติบุคคลใดกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท

4. ความผิดฐานค้ามนุษย์ จัดเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ทำให้คณะกรรมการการฟอกเงินสามารถเข้ายึดและตรวจสอบทรัพย์สินผู้กระทำผิดได้

การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

1. การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างเหมาะสม ในเรื่อง อาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้การศึกษา การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การส่งกลับไปยังประเทศ/ภูมิลำเนาเดิม การดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย

2. การแจ้งสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน และสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ผู้เสียหายทราบ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับคดีเรียกค่าสินไหมทดแทน

3. จัดให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายระหว่างที่อยู่ในความดูแล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะพำนักอยู่ที่ใด รวมทั้งบุคคลในครอบครัว

4. ผ่อนผันให้ผู้เสียหายอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงานเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายได้ โดยคำนึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก

5. การส่งตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าว กลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่ หรือภูมิลำเนาโดยไม่ชักช้า เว้นแต่บุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษจาก รมต.ว่าการกระทรวงมหาดไทย

6. การดำเนินการให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติในต่างประเทศ หรือคนต่างด้าวที่ได้รับ อนุญาต หรือได้รับการผ่อนผันเป็นการชั่วคราว กลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ดำเนินการตามความ ประสงค์ของผู้เสียหาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้นั้น

 7. การยกเว้นการดำเนินคดีบางฐานความผิดกับผู้เสียหาย

หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย

1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ และกำกับดูแล การดำเนินการตามกฎหมาย

2. คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน เป็นกรรมการ และรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำและกำกับการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้า กำหนดหลักเกณฑ์และอนุมัติการใช้เงินและทรัพย์สินของกองทุน และดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมาย

3. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการ ปคม. และ ปกค. มีอำนาจหน้าที่ ในการ เป็นศูนย์กลางในการประสาน ความร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมาย จัดระบบงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ช่วยเหลือ เยียวยา และคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหาย

4. อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ต่ำกว่าระดับ 3 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้ง โดยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ ดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด

5. กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งจัดตั้งในกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือผู้เสียหาย การคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหาย การช่วยเหลือผู้เสียหายใน ต่างประเทศให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถิ่นที่อยู่ และดำเนินการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง

1.1 คุณค่าของผลงานต่อสังคม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป โดยยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540

 ที่มาของกฎหมาย

ปัจจุบัน การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคล ในลักษณะการค้ามนุษย์ ได้ขยายตัวมิได้จำกัดเฉพาะหญิงและเด็ก และกระทำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น และกระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น ซึ่ง พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกัน และปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 ยังมิได้กำหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทำดังกล่าว ประกอบกับประเทศไทย ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะ ผู้หญิงและเด็ก

ประเทศไทย จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุน เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การปรับปรุงการช่วยเหลือ และคุ้มครองสวัสดิภาพ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด

สาระสำคัญของกฎหมาย ดังนี้

1. การกระทำที่เป็นการค้ามนุษย์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ได้แก่ การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยมีลักษณะของการข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเป็นการให้เงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลบุคคลนั้น เพื่อให้มีการยินยอมแก่ผู้กระทำผิดในการแสวงหาผลประโยชน์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิต/เผยแพร่วัตถุ/สื่อลามก การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงาน/บริการ

 2. บทกำหนดโทษ

1. บุคคลทั่วไป กระทำผิดฐานค้ามนุษย์ กฎหมายกำหนดโทษ ดังนี้

– กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 8 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 160,000 – 300,000 บาท กรณีเป็นเด็ก กฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้ข่มขู่ หรือใช้กำลังบังคับ ก็ถือว่าเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 – 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 – 12 ปี และปรับตั้งแต่ 120,000 – 240,000 บาท

– กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 18 ปี ขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 200,000 บาท

– บุคคลผู้ช่วยเหลือ สนับสนุน อุปการะโดยให้ทรัพย์สิน จัดหาที่ประชุม / ที่พำนัก ชักชวน ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อมิให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– ตระเตรียมการเพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษ 1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้

– สมคบกันตั้งแต่ 2 คน เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ รับโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งคนใดได้ลงมือ กระทำผิดตามที่ได้สมคบกัน ทุกคนต้องรับโทษเช่นเดียวกับที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดฐาน ค้ามนุษย์ อีกกระทงหนึ่ง

 – กระทำผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรม รับโทษหนักกว่าที่กำหนดไว้กึ่งหนึ่ง

 – บุคคลใดกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้า หนักงาน โดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าหนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการนั้น ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

2. ผู้มีตำแหน่ง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานค้ามนุษย์

– สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน อปท. พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการ /ผู้บริหาร /พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าพนักงาน /กรรมการองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หากกระทำความผิดใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ต้อง ระวางโทษหนักเป็น 2 เท่า

– กรรมการ ปกค. อนุกรรมการ สมาชิกของคณะทำงาน หรือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ฉบับนี้ กระทำผิดเสียเอง ระวางโทษหนักเป็น 3 เท่า

3. นิติบุคคลใดกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท

4. ความผิดฐานค้ามนุษย์ จัดเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ทำให้คณะกรรมการการฟอกเงินสามารถเข้ายึดและตรวจสอบทรัพย์สินผู้กระทำผิดได้

การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

1. การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างเหมาะสม ในเรื่อง อาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้การศึกษา การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การส่งกลับไปยังประเทศ/ภูมิลำเนาเดิม การดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย

2. การแจ้งสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน และสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ผู้เสียหายทราบ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับคดีเรียกค่าสินไหมทดแทน

3. จัดให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายระหว่างที่อยู่ในความดูแล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะพำนักอยู่ที่ใด รวมทั้งบุคคลในครอบครัว

4. ผ่อนผันให้ผู้เสียหายอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงานเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายได้ โดยคำนึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก

5. การส่งตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าว กลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่ หรือภูมิลำเนาโดยไม่ชักช้า เว้นแต่บุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษจาก รมต.ว่าการกระทรวงมหาดไทย

6. การดำเนินการให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติในต่างประเทศ หรือคนต่างด้าวที่ได้รับ อนุญาต หรือได้รับการผ่อนผันเป็นการชั่วคราว กลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ดำเนินการตามความ ประสงค์ของผู้เสียหาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้นั้น

7. การยกเว้นการดำเนินคดีบางฐานความผิดกับผู้เสียหาย

หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย

1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ และกำกับดูแล การดำเนินการตามกฎหมาย

2. คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน เป็นกรรมการ และรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำและกำกับการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้า กำหนดหลักเกณฑ์และอนุมัติการใช้เงินและทรัพย์สินของกองทุน และดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมาย

3. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการ ปคม. และ ปกค. มีอำนาจหน้าที่ ในการ เป็นศูนย์กลางในการประสาน ความร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมาย จัดระบบงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ช่วยเหลือ เยียวยา และคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหาย

4. อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ต่ำกว่าระดับ 3 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้ง โดยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ ดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องตามกฎหมายกำหนด

5. กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งจัดตั้งในกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือผู้เสียหาย การคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหาย การช่วยเหลือผู้เสียหายใน ต่างประเทศให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถิ่นที่อยู่ และดำเนินการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง

1.2 กำหนดแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนวคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวทุกคน

กำหนดเเหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ 3 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับจังหวัด และต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดกลไกประสานงานกลางด้านการค้ามนุษย์ บูรณาการข้อมูล บริการและความช่วยเหลือจากส่วนราชการทุกกระทรวง รวมทั้งเกิดระบบสนับสนุนข้อมูล เพื่อการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารในระดับนโยบายในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ตามโครงสร้างดังนี้

ระดับชาติ
กำหนดให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานกลาง ประสานการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ระดับจังหวัด 
กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ว่าราชการ จังหวัดเป็นประธาน และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นเลขานุการ รวมทั้ง สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐองค์กรเอกชน และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์

ระดับต่างประเทศ
 กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการประจำประเทศต่างๆ โดยมีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่เป็นประธาน และมีผู้แทนประกอบด้วย กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ทูตแรงงาน ผู้แทนด้านความมั่นคง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรเอกชน และชุมชนไทย ทำหน้าที่ประสานการให้ข้อมูลและความช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ปรับแก้ชื่อศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ ระดับชาติ และระดับจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้

1. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติ (ศปคม.แห่งชาติ) : National Operation Center on Prevention and Suppression of Human Trafficking (NOCHT)

2. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด (ศปคม.จังหวัด) : Provincial Operation Center on Prevention and Suppression of Human Trafficking (POCHT)

เเนวคำถามสัมภาษณ์เเหล่งข่าว

– เหยื่อส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็กซึ่งเป็นสมาชิกที่ปกป้องตนเองได้น้อยที่สุด ของสังคมเรา ร่างกายมนษุย์ถูกล่วงเกิน

– การค้าผู้คนเป็นการกระทําผิดอันน่าตกใจต่อศักดิ์ศรีมนษุย์และเป็นการล่วงละเมิดขนาดหนัก ต่อสิทธิมนษุยชนขั้นพื้นฐาน ทาส การค้าประเวณี การขายสตรีและเด็ก และสภาพที่ทํางานที่ไร้ศัก ดิ์ศรี

– โดยถือว่าผู้คนเป็นเครื่องมือเพื่อได้กำไรมากกว่าเป็นบุคคลที่มีอิสระเเละรับผิดชอบ

– การค้ามนุษณ์เป็นยาพิษต่อสังคม ทำให้ผู้ที่ยังกระทำเลวลงไปเเละเป็นการไม่ให้เกียรติ

– เเนวโน้มที่น่าเป็นห่วงในการค้าประเวณีเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่เพียงมีส่วนช่วยการค้ามนุษณ์เท่านั้น เเต่ในตัวมีนเองก็เเสดงถึงความโน้มเอียงเพิ่มขึ้นที่จะเเยกอิสรภาพออกไปจากฎหมาย

1.3 อธิบายลักษณะของคำถามที่ใช้

วิธีการเก็บข้อมูล

การสัมภาษณ์ ในการตั้งรูปแบบของคำถามและคำตอบนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ การสัมภาษณ์ เนื่องจากการสัมภาษณ์คือ การที่เราจะสามารถได้ข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่เราต้องการ ข้อมูลและเป็น เรื่องเฉพาะที่เราต้องการทราบ ด้งนั้น ในการสัมภาษณ์หัวข้อต่าง ๆ นั้นควรจะเป็น สิ่งที่ทำให้คนที่ ให้สัมภาษณ์บอกเราได้ถึงสิ่งที่เขาคิด เกี่ยวกับเรื่องระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป้าหมายขององค์กร และการปฏิบัติงานภายในองค์กรทั่ว ๆ ไป

หลักในการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์มีผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการสัมภาษณ์ของนักวิเคราะห์ระบบ การสัมภาษณ์เป็นวิธีการดึงความ คิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อระบบ ถ้าผ้าใช้ไม่ชอบหน้านักวิเคราะห์ก็จะทำให้เขาไม่ชอบโครงการปรับ ปรุงระบบใหม่ด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้านักวิเคราะห์ทำตัวให้ผู้ใช้นับถือก็จะทำให้โครงการ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งจะเป็นการประกันได้ว่าโครงการจะสำเร็จลงด้วยดี

การวางแผนการสัมภาษณ์ การเตรียมการและวางแผนการสัมภาษณ์มี 5 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานไปจนถึงการเลือกผู้ที่เราต้องการจะสัมภาษณ์ ดังนี้

1. ศึกษา อ่านและเข้าใจพื้นฐานข้อมูลของผู้ถูกสัมภาษณ์ และลักษณะขององค์กร โดยอาจจะศึกษาจากรายงานต่าง ๆ จดหมายข่าว และข่าวสารที่กล่าวถึงองค์กรนั้น ทำให้สามารถ ลดเวลาในการป้อนคำถามที่เกี่ยวข้องกับลักษณะขององค์กรนั้น ในขณะที่อ่านเอกสาร เราก็ สังเกตถึงลักษณะท่าทาง ภาษาที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ที่เป็นสมาชิกอยู่ในองค์กรนั้นใช้อธิบายถึงองค์กร จะช่วยให้การสัมภาษณ์สมบูรณ์ขึ้น

2. การตั้งเป้าหมายในการสัมภาษณ์ จากหัวข้อที่ 1 จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้ในบางส่วนแล้ว จึงทำให้เราสามารถตั้งวัตถุประสงค์ของการ สัมภาษณ์ มีหัวข้อหลักที่ควรคำนึงถึงในการตั้งคำถาม คือ ศึกษาแหล่งที่มาของข้อมูล รูปแบบของข้อมูลที่ต้องการ ความถี่ในการใช้เพื่อการตัดสินใจ ปริมาณของข้อมูล และวิธีการตัดสินใจ

3. การเลือกผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ ในการเลือกผู้ที่เราต้องการสัมภาษณ์นั้น ควรจะรวม บุคคลหลักในทุกระดับงานในองค์กร ซึ่งอาจจะถูกกระทบในระบบ เพื่อพยายามให้เกิดความ สมดุลในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยอาศัยวิธีการติดต่อไปยังองค์กร นั้นสอบถามข้อมูลก่อนกำหนดตัวผู้ที่จะถูกสัมภาษณ์

4. เตรียมการสัมภาษณ์ โดยนัดกับผู้ถูกสัมภาษณ์ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ ได้มีเวลาที่จะเตรียมตัวตอบหัวข้อและรายละเอียดในการให้สัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์ ในแต่ละครั้งควรให้อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อจะได้ไม่รบกวนเวลางาน ของผู้ถูกสัมภาษณ์มากนัก

5. กำหนดชนิดของคำถามและโครงสร้าง ควรเขียนปัญหาให้ครอบคลุมส่วนหลัก ที่ใช้ในการตัดสินใจ และพูดซักถามให้เป็นไปตามเป้าหมาย เทคนิคในการตั้งคำถามเป็นหัวใจ สำคัญในการสัมภาษณ์

คำถามปลายเปิด (open-ended questions)หมายถึง คำถามที่ผู้ตอบ ตอบได้อย่างอิสระ ไม่กำหนดคำตอบตายตัว คือเปิดโอกาสให้ผู้ถูกถามได้อธิบาย หรือพูดถึงแนวความคิดของตัวเองได้อย่างอิสระ

1.10 ข้อมูลประกอบอื่น ๆ และเบื้องหลังการผลิตผลงาน

1. ด้านการเรียน เช่น ข้อมูลที่ได้จาก โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ มาใช้ประโยชน์ในการเรียนได้ เป็นข้อมูลหรือความรู้เพิ่มเติม

2. ด้านการติดต่อสื่อสาร เช่น ถ้าเรามีข้อมูล เราสามารถที่จะสนทนาพูดคุย หรือบอกเรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้อื่นได้

3. ด้านการตัดสินใจ เป็นการใช้ช่วยให้เราตัดสินใจต่าง ๆ ได้ดีขึ้น 2. ด้านการติดต่อสื่อสาร เช่น ถ้าเรามีข้อมูล เราสามารถที่จะสนทนาพูดคุย หรือบอกเรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้อื่นได้

LOUIS VUITTON

FALL/WINTER 2012-2013 : LOUIS VUITTON

โดยส่วนตัวแล้วดิฉันว่าตั้งแต่”Kim Jones”เข้ามาดูแล”Louis Vuitton”(ของผู้ชาย) เสื้อผ้าน่าสนใจมากขึ้น,มีรายละเอียดมากขึ้น,ชัดเจนมากขึ้น..และแพงมากขึ้น..5..5..5 ที่เขียนนี่ไม่ใช่งานของดีไซน์เนอร์คนเก่าอย่าง”Paul Helbers”นั้นไม่สวยหรือไม่ดี เพียงแต่งานของ”Kim Jones”นั้นมันมีลูกเล่นที่ทำให้คนอยากได้ตัวสินค้ามากขึ้น..มากกว่าแค่โลโก้”Louis Vuitton”บนสินค้า

แต่ที่ไม่ค่อยชอบคือตัว”Lookbook”ของ”Pre-Fall 2012″ที่ออกมา เพราะไม่ชอบสไตล์ลิ่งที่ใช้นายแบบแบบนั้น..มันดูเหมือนคนจรจัดในสายตาดิฉัน..สงสัยรสนิยมดิฉันจะไม่ดี..5..5..5 แล้วต้องอธิบายไว้ว่าคอเลคชั่นนั้นไม่ได้เป็นแบบเดียวกัน คือ”Pre-Fall 2012″และ”Fall/Winter 2012-2013″จะไม่ใช่สินค้าตัวเดียวกันแต่อยู่ในฤดูกาลเดียวกัน โดย”Pre-Fall 2012″จะออกขายก่อนแล้วตามมาด้วย”Fall/Winter 2012-2013″ ที่เขียนเพราะเคยเห็นเวปไทยบางเวปเอารูป”Pre-Fall 2012″ของบางแบรนด์มาลงแล้วเขียนว่า”Fall/Winter 2012-2013″ มันไม่ใช่น่ะค่ะคุณขา..า..า..า..5..5..5

Givenchy

Fall/Winter 2012-2013 : Juun J.’s Robot Sweater

ในขณะที่หลายๆคนกำลังหาเสื้อยืดของ”Givenchy”มาเป็นสมบัติติดตู้เสื้อผ้าเพราะเป็นแบรนด์”Must-Have”..5..5..5 และอีกหลายๆคนที่กำลังทรัพย์ไม่ถึงแต่ก็ขอเกาะกระแสด้วยการหา”Givenchy”ปลอมจากเกาหลีมาใส่กับเขาบ้างจะได้ไม่ตกยุค ไม่น่าเชื่อว่าเสื้อยืดที่ขายดีตอนนี้ในเวปไซท์กลับไม่ใช่ของ”Givenchy”..แต่กลับกลายเป็นเสื้อยืดรุ่น”Robot”ของ”Juun J.”ดีไซน์เนอร์เกาหลีขวัญใจของใครหลายๆคน ที่กำลัง”ขายหมด”ไปจากหลายๆเวป